วิกฤติการดูแลครอบครัว ท้าทายวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กร

“เดอะแบก” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

เว็บไซต์ Forbes Business Development Council ของนิตยสาร Forbes เผยแพร่บทความ Caregiving Still Takes A Village, And Employers Can Help Rebuild It เมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ โดย Priya Krishnan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงองค์กรของ Bright Horizons บริษัทผู้นำด้านการสนับสนุนครอบครัวในที่ทำงาน

Priya ระบุถึงสุภาษิตเก่าแก่ที่กล่าวไว้ว่า “การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องอาศัยทั้งหมู่บ้าน” ว่าเป็นความจริง ที่ทั้งญาติ เพื่อนบ้าน คนในชุมชน และระบบต่าง ๆ ที่ดูแลเด็ก ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายรองรับช่วยเหลือกัน

แต่วันนี้ หมู่บ้านนั้นกำลังหดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ และคนวัยทำงานกำลังแบกรับภาระเพียงลำพัง

หมู่บ้านหายไปไหน?

ในปี 2568 Bright Horizons ร่วมกับ The Harris Poll สำรวจความท้าทายของพ่อแม่ยุคปัจจุบันกว่า 2,000 คน ผลสำรวจ Modern Family Index 2026 ที่ได้ออกมาชัดเจนมาก

บอกว่า “หมู่บ้าน” ของตนเล็กลงกว่ารุ่นพ่อแม่อย่างมาก

Modern Family Index 2026, Bright Horizons

ที่ระบบดูแลเด็กล้มเหลวโดยไม่ตั้งตัว

Modern Family Index 2026

ของครัวเรือนสหรัฐฯ มีผู้ปกครองทำงานนอกบ้านทั้งคู่

Modern Family Index 2026

ข้อมูลจาก Stanford RAPID Survey ปี 2568 ยังพบว่าเครือข่ายช่วยเหลือแบบดั้งเดิม ทั้งญาติ เพื่อน และเพื่อนบ้าน พร้อมสนับสนุนได้น้อยลงกว่าเดิมมาก เมื่อระบบดูแลพังกะทันหัน เช่น พี่เลี้ยงป่วย โรงเรียนหยุดฉุกเฉิน หรือผู้สูงอายุในบ้านไม่สบาย คนทำงานต้องวิ่งหาทางออกเอง ซึ่งนั่นหมายถึงการขาด ลา มาสาย กลับก่อน ของคนทำงานที่เกิดขึ้นเกือบทุกเดือนในปีที่สำรวจ

“ภาระนี้หนักยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับคนที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่สูงอายุพร้อมกัน เวลาน้อย ความเครียดสะสม ต้องสลับบทบาทตลอดเวลา จนนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ความรู้สึกผิด การนอนไม่หลับ และการละเลยการดูแลตัวเอง ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานและสุขภาพการเงิน”

— Priya Krishnan, Bright Horizons (Forbes, เมษายน 2569)

การสนับสนุนที่ “เข้าใจ”

สิ่งที่บทความนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนคือ พนักงานไม่ได้ต้องการแค่ “ความเห็นใจ” แต่ต้องการระบบสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมและมีความเข้าใจสถานการณ์ปัญหาจากองค์กร เพราะเครือข่ายแวดล้อมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างในอดีตแทบจะหายไปหมดสิ้นแล้วในสังคมปัจจุบัน

องค์กรสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการ “รับฟัง” อย่างจริงจังว่าพนักงานแต่ละกลุ่มต้องการอะไร ผ่านการสำรวจความเห็น กลุ่ม Employee Resource Group หรือการพูดคุยกับหัวหน้า/ผู้บริหาร เพราะแต่ละครอบครัวมีความต้องการไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างสิ่งที่องค์กรทำได้

สนับสนุนการดูแลเด็ก เช่น ค่ายฤดูร้อนสำหรับลูกพนักงานในช่วงปิดเทอม

สนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุ เช่น สวัสดิการสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว บริการด้านสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่าย นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรกับครอบครัว โอกาสพัฒนาทักษะควบคู่กับการดูแลครอบครัว

บทความชิ้นนี้พยายามชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่องค์กรจะต้องมองมุมใหม่ เลิกมองการดูแลครอบครัวว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน เพราะถ้า “หมู่บ้าน” หายไป แล้วพนักงานต้องจัดการเองทุกอย่าง ยากมากที่จะมีเวลาและสมาธิเพียงพอสำหรับการทำงาน แล้วผลกระทบย่อมตกที่ประสิทธิภาพงานอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

สถานการณ์ที่ Priya พูดถึงในบริบทสังคมสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างจากบ้านเรา ที่เห็นได้ชัดว่าคนทำงานไม่มีระบบสนับสนุนการดูแลครอบครัว หลายคนจากถิ่นฐานบ้านเกิดมาทำงานในเมือง ไม่มีญาติมิตร หรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ที่พอจะเป็นที่พึ่งให้กันได้ ขนาดครอบครัวก็เล็กลง ไม่มีพี่น้องที่ผลัดมือมาช่วยกันดูแลสมาชิกในครอบครัวเหมือนสมัยก่อน ขณะที่ระบบรองรับทั้งของรัฐและเอกชนก็มีไม่เพียงพอ

การปรับตัวขององค์กรเพื่อรับมือสถานการณ์นี้ จึงเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จำเป็น เพราะนอกจากจะลดผลกระทบต่องานแล้ว การตอบโจทย์พนักงานได้อย่างแม่นยำ จะนำไปสู่ความผูกพัน ผลผลิตที่สูงขึ้น และความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวอย่างแท้จริง

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA