ความหลากหลาย เรื่องเพศ อายุ สถานะทางสังคม ฯลฯ เป็นกระแสที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ นำหลัก “DEIB” มาปรับใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ
D + E + I = B แต่ละคำมีความหมาย ดังนี้
D – Diversity ความหลากหลาย
คือความแตกต่างในอัตลักษณ์ของผู้คน ทั้งเชื้อชาติ อายุ เพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ ความสามารถ ความเชื่อทางศาสนา รสนิยมทางเพศ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ สถานะการย้ายถิ่นฐาน สัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม สถานะที่อยู่อาศัย สถานะสมรส ภาษา และมุมมองทางการเมือง
E – Equity ความเท่าเทียม
ไม่ว่าพนักงานจะมีความแตกต่างกันแค่ไหน แต่ทุกคนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากร และการเข้าถึงโอกาสอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม โดยไม่ได้หมายความว่าจะต้องจัดสรรทรัพยากรที่เหมือนกันให้กับทุกคน แต่หมายถึงการกระจายทรัพยากรและโอกาสตามความต้องการของแต่ละคน
I – Inclusion การเปิดรับ นับรวมทุกคน
การทำให้แน่ใจว่าบุคคลที่หลากหลายสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในองค์กรและการตัดสินใจได้อย่างเท่าเทียมกัน ได้รับการต้อนรับ สนับสนุน เคารพ และให้คุณค่า โดยไม่มีใครถูกกีดกัน
3 ด้านนี้ เมื่อรวมกันจะทำให้เกิด B – Belonging คือการที่พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นเนื้อเดียวกับองค์กรที่ทำงานอยู่
ความหลากหลายยังรวมถึงครอบครัวของพนักงานด้วย เพราะทุกวันนี้ คนเรามีรูปแบบครอบครัวแตกต่างกัน บางคนอาจเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว บางคนมีครอบครัวใหญ่ บางคนมีแต่ปู่ย่าตายาย หรือครอบครัว LGBTQ+ ฯลฯ
หลัก DEIB จึงทำให้องค์กรตอบโจทย์ที่แตกต่างกันของพนักงานได้ เมื่อองค์กรเห็นคุณค่า พนักงานเกิดความรู้สึกที่ดี นำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ดี
DEI มาจากไหน?
DEIB ที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในบ้านเราและทั่วโลกในวันนี้ มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา
ในช่วงทศวรรษ 1960 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศนโยบาย DEI เป็นหลักประกันว่าลูกจ้างทุกคนต้องได้รับโอกาสเท่าเทียมกันตลอดวงจรชีวิตการทำงาน ตั้งแต่สมัคร-รับเข้าทำงาน มอบหมายงาน พัฒนาศักยภาพ เติบโตในตำแหน่งหน้าที่ โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยอคติของสังคม ไม่ว่าเพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา บริษัทอเมริกันพากันทุ่มทุนเพื่อสร้าง DEI ในองค์กร ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะค่อย ๆ ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ในช่วง 4 ปีขณะที่อดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่ง ถือเป็นสวรรค์ของแรงงานหลายกลุ่ม เพราะเขามองว่า แรงงานที่มีความหลากหลายจะสามารถจัดบริการประชาชนชาวอเมริกันได้ดีขึ้น และออกคำสั่งสนับสนุน DEIB หลายฉบับ
ไบเดนออกนโยบายที่รับรองว่า ผู้คนจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานและเลื่อนตำแหน่งบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน สภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานต้องนับรวมทุกคนเข้าด้วยกัน ไม่มีใครถูกกีดกันจากความแตกต่างไม่ว่าด้านใด
ความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเกิดขึ้นเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 ที่ผ่านมา เขาได้ลงนามในคำสั่งเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายด้าน DEIB ของไบเดน
ทรัมป์ได้ยกเลิก “คำสั่ง นโยบาย โปรแกรม สิทธิพิเศษ และกิจกรรมด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม การเปิดรับทุกคน (DEI) ที่ผิดกฎหมายในหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้ชื่อใดก็ตาม”
วันต่อมา ทรัมป์สั่งเพิกถอนคำสั่งหลายฉบับของรัฐบาลในอดีต โดยบางฉบับมีผลบังคับใช้มานานหลายทศวรรษ เช่น คำสั่งที่ออกโดยอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางต้องอำนวยความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับประชากรรายได้น้อยและชนกลุ่มน้อย และคำสั่งที่ลงนามโดยอดีตประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน ที่กำหนดให้ผู้รับเหมาของรัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน
คำสั่งของทรัมป์ถูกส่งต่อไปยังผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ พนักงานของสำนักงาน DEI ทั้งหมดถูกสั่งให้ลาพักงาน สั่งปิดเว็บไซต์และบัญชีโซเชียลมีเดีย ยกเลิกการฝึกอบรม และเลิกจ้างผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับงานของ DEI ทั้งหมด หน่วยงานต่าง ๆ ต้องส่งแผนการเลิกจ้างพนักงานในสำนักงาน DEI ภายในวันที่ 31 มกราคมนี้
ทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งยกเลิกโครงการความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการเปิดรับทุกกลุ่ม (DEI) และกำจัด “อุดมการณ์ข้ามเพศ” ให้พ้นไปจากกองทัพสหรัฐฯ มีผลให้นโยบาย “ห้ามมีทหารข้ามเพศ” ที่ทรัมป์เคยดำเนินการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งวาระแรกกลับมามีผลอีกครั้ง หลังคำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกไปโดยอดีตประธานาธิบดีไบเดน
ความเคลื่อนไหวของทรัมป์เป็นผลสืบเนื่องจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่โจมตีว่า DEI สนับสนุนกลุ่มที่ถูกละเลย ซึ่งเท่ากับเป็น “การเลือกปฏิบัติแบบย้อนกลับ” ต่อชาวอเมริกันผิวขาว โดยเฉพาะผู้ชายผิวขาว
ในปี 2023 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ตัดสินยกเลิกโครงการที่คำนึงถึงความหลากหลายในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับข้อปฏิบัติที่เคยทำมาหลายทศวรรษ กรณีดังกล่าวทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมกล้าลุกขึ้นมายื่นฟ้องอีกหลายกรณี เพื่อล้มล้างนโยบายที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการเปิดรับคนทุกกลุ่ม รวมถึงต่อต้าน DEI ในสถานที่ทำงาน
แม้คำสั่งต่าง ๆ ของทรัมป์จะมีผลเฉพาะกับหน่วยงานรัฐ แต่มีรายงานว่าเขากำลังหาทางพยายามขยายคำสั่งไปยังภาคเอกชนด้วย
DEI ยังไงต่อ?
คำถามสำคัญคือ เมื่อท่าทีผู้นำชาติยักษ์ใหญ่ออกมาแนวนี้ องค์กรต่าง ๆ จะยังให้ความสนใจกับ DEI สักแค่ไหน?
คำตอบน่าจะกลับไปที่ภาคธุรกิจเอกชน
ถ้าย้อนดูกระแส DEI ที่แพร่หลายขยายตัวในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา เหตุผลสำคัญมาจากองค์กรต่าง ๆ ที่พบว่า คนทำงานที่หลากหลายช่วยสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคได้ดีที่สุด องค์กรทำกำไรได้สูงที่สุด
สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อก็คือ การนำของรัฐบาล จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของภาคเอกชน ที่อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางธุรกิจสักแค่ไหน
ข้อมูล :