Search
Close this search box.

เลี้ยงลูกทางไกล ผลพวง แรงงานอพยพ รับวันครอบครัวสากล 2024

วันครอบครัวสากล คือวันที่ 15 พฤษภาคมของทุกปี ตามการประกาศของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) มาตั้งแต่ปี 1993

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา UN เพิ่งจัดการประชุมครบรอบ 30 ปี วันครอบครัวสากล ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยที่ประชุมได้หารือถึง Mega Trend ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อครอบครัว อันได้แก่ การอพยพแรงงาน ความเป็นเมือง เทคโนโลยีสมัยใหม่ ความเปลี่ยนแปลงด้านประชากร รวมถึงการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

โดยเฉพาะการอพยพแรงงาน ทั้งระดับระหว่างประเทศ และภายในประเทศ อันเป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ ทำให้แรงงานจากท้องถิ่นชนบทต้องพากันเข้าทำงานในเมือง คนวัยทำงานซึ่งมีอีกสถานะในการเป็นพ่อแม่ และเป็นเสาหลักในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว เมื่อต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาอยู่ใกล้แหล่งงาน ขณะที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับ นั่นเท่ากับการแยกสมาชิกครอบครัวออกจากกัน

ติดตามประสบการณ์ของคุณแม่พลัดถิ่น ที่ต้อง “เลี้ยงลูกทางไกล” เพื่อตอบโจทย์แห่งยุคสมัย

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมือโปร

เจน-ฐิตารีย์ กิตยานพลักษณ์ ช่างภาพเด็กแรกเกิด คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ของน้องซันเดย์ วัย 8 ขวบ

“หลังกลับจากต่างประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตัดสินใจกลับบ้านที่เชียงใหม่ แต่การเป็นช่างภาพเด็กแรกเกิดที่โรงพยาบาล ค่อนข้างลำบาก เพราะคนเชียงใหม่มองว่าเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เราเลยต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ

“ได้น้องชาย และแม่ซึ่งอยู่เชียงใหม่ ช่วยดูแลลูกสาว เราทำงานที่กรุงเทพก็จะกลับเชียงใหม่เดือนละ 1-3 รอบ หรือช่วงปิดเทอม ก็จะรับลูกมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน

“ส่วนตัวไม่ได้กังวลเรื่องอารมณ์ พัฒนาการ หรือสังคมของลูกเลย เพราะเขามีพัฒนาการดี เข้าอกเข้าใจคนอื่น แต่ห่วงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น วันนี้ลูกกินข้าวหรือยัง นอนหรือยัง ลืมล้างกระติกน้ำหรือเปล่า

“โชคดีมาก ๆ ที่เทคโนโลยีสมัยนี้เอื้อให้เราสื่อสารแบบเห็นหน้ากันได้ง่ายขึ้น ก็จะ VOD Call คุยกับลูกทุกวันในช่วงค่ำ ตอนนี้ คุณแม่ของเราเพิ่งเสียไป แผนการเลี้ยงลูกต้องเปลี่ยนใหม่หมด ตอนนี้เรากลับบ้านทุกอาทิตย์ และช่วงเวลาที่อยู่กับลูกก็จะเน้นสอนให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกิจวัตรประจำวันของตัวเองมากขึ้น

“คิดว่าถ้ามีสถานรับเลี้ยงเด็กที่ดีและมีคุณภาพน่าจะช่วยพ่อแม่ได้มาก เพราะสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐทั้งในไทยและต่างประเทศคล้ายกัน คือ มักจะได้คุณภาพตามอัตราเงินเดือนพ่อแม่ ซึ่งถ้าถามเราก็คงไม่กล้าเอาลูกไปฝากไว้ หลังจากนี้วางแผนไว้ว่าจะพาลูกกลับไปเรียนที่อเมริกา เพราะเป็นพลเมืองแล้ว แต่ถ้ากลับไปอีกค่าครองชีพก็สูงมาก อาจต้องเก็บเงินมากขึ้น เพราะถ้าอยู่ที่ไทยก็จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

ถ้าต่างจังหวัดมีงานดี ๆ จะลดการเลี้ยงลูกทางไกลลงได้

อุไรวรรณ หนวดตีบ พนักงานโรงงาน

“เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมสามี ตอนวางแผนมีลูก ตั้งใจจะเลี้ยงกันที่กรุงเทพฯ แต่พอลูกอายุได้ 4 เดือน เวลาทำงานของทั้งเราและสามีเปลี่ยนไปเข้างานเป็นกะ 8 ชั่วโมง สลับกันทุกสัปดาห์ ไม่มีเวลาตายตัว เลยตัดสินใจพาลูกกลับไปให้ยายกับย่าที่บ้านเลี้ยง

“โทรศัพท์หาเขาตั้งแต่ที่เขาเริ่มพูดได้ ช่วงเด็กเขาก็อยากอยู่กับเรา เวลาโทรศัพท์ไปเขาก็อยากอยู่กับเรา เห็นเราไปเขาก็จะอยากอยู่กับเรา เขาก็ร้องตาม ก็ต้องอธิบายว่า พ่อกับแม่ไปหาเงินมาซื้อขนมให้หนูนะ แต่พอเขาโตวิดีโอคอลทุกวัน ส่วนใหญ่จะถามว่ากินข้าวหรือยัง ทำการบ้านหรือยัง ไปโรงเรียนไหมวันนี้ พอเริ่มโตขึ้นเขารู้ว่าพ่อแม่ไปทำงานเพื่อหาเงินให้เขาเรียน

“ตอนนี้เป็นวัยรุ่น อายุ 17 ปีแล้ว สิ่งที่กังวลมากที่สุด ด้านอารมณ์ จากที่ปู่ย่าตายายเลี้ยงอีกแบบ เราก็เลี้ยงอีกแบบ บางครั้งก็ตามใจ เช่น เวลามีกิจกรรมแล้วเขาไปนอนโรงเรียนบ่อย ปู่กับย่าก็ให้ไป แต่เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่ไม่ให้ไปแต่ต้องมีเหตุและผล แม้ส่วนมากน้องไม่ค่อยออกไปข้างนอก แต่ถ้าเพื่อนมารับเขาก็ออกไป เราก็พยายามให้ความรู้ในการคบเพื่อน คบแฟน

“เราพยายามกลับบ้านทุกช่วงเทศกาล หรือถ้าเขาปิดเทอมก็จะให้มาอยู่กรุงเทพฯ กับเรา ก่อนหน้านี้เคยถามว่าอยากมาเรียนที่กรุงเทพฯ ไหม แต่เขาก็อยากสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก่อน แต่ตัวเราเองหลังจากอยู่ห่างกันแล้วในอนาคตว่าอีก 5-7 ปี ก็จะกลับบ้าน

“ถึงตอนนี้ คิดว่าถ้าต่างจังหวัดมีโรงงานใหญ่ สวัสดิการดี เงินเดือนเหมาะสมพอจะเลี้ยงครอบครัวได้ ก็จะช่วยให้การเลี้ยงลูกทางไกลลดลงได้ อยากให้ผู้ประกอบการเปิดโรงงานในท้องถิ่น เพราะต่างจังหวัดกมีโอกาสน้อย ตอนนี้ยังกระจุกกันอยู่ในนิคม หรือที่กรุงเทพฯ แล้วก็อยากให้สิทธิสวัสดิการพนักงานโรงงานเท่าเทียมกับบริษัทเอกชนอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้เข้าถึงการรักษาได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

คุณแม่ สายปกครอง

ณัชชา อินต๊ะรัตน์ ปลัดอำเภอ

“ไม่ได้วางแผนเรื่องการมีลูกมาก่อน ช่วงที่ตั้งครรภ์ ทำงานอยู่ที่จังหวัดระยอง และแยกกันอยู่กับพ่อของน้อง ประมาณ 7 เดือน ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านที่แพร่ ช่วงนั้นมั่นใจมากว่าจะเลี้ยงลูกได้ด้วยตัวเอง แต่ด้วยภาระด้านค่าใช้จ่ายทำให้ต้องกลับไปหางานทำที่ตราด ซึ่งเป็นบ้านของสามี โดยมีย่าและย่าทวดของน้องช่วยกันดูแลระหว่างที่แม่ออกไปทำงาน

“ช่วงที่ทำงานก็พยายามจะเลี้ยงเองจนลูกอายุได้ 6 ขวบ สอบเป็นพนักงานราชการกรมการปกครองได้ ต้องไปปฏิบัติงานที่กรุงเทพฯ ทำให้ต้องฝากลูกไว้กับป้า หลังจากนั้นคุณยายของน้องลาออกจากงานแล้วมาช่วยเลี้ยงน้องให้จนถึงปัจจุบัน

“ตอนนี้ลูกอายุ 11 ปี สิ่งที่กังวลคือการบริหารจัดการเวลาของน้อง ทั้งเรื่องการเรียนและการใช้เวลาในการทำกิจกรรมส่วนตัว กับเรื่องความปลอดภัย เพราะน้องเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น และอยู่กับยายเพียงลำพังในบ้าน สังคมปัจจุบัน มีทั้งปัญหายาเสพติดและผู้ป่วยจิตเวช ทำให้กังวลใจพอสมควร

“ชีวิตครอบครัวคงจะดีกว่านี้ ถ้ามีรายได้ที่เพียงพอในการใช้จ่าย เพราะค่าใช้จ่ายที่ดูแลคนในครอบครัวค่อนข้างเยอะ ยายก็ต้องขายของเพื่อหารายได้มาช่วยกันดูแลครอบครัว ทำให้ยายไม่มีเวลาดูแลน้องได้เต็มที่ ดังนั้น หากมีรายได้ที่มากกว่านี้น่าจะช่วยให้การดูแลน้องดียิ่งขึ้น

“สำหรับสวัสดิการพื้นฐานที่รัฐสนับสนุนครอบครัวคิดว่าดีอยู่แล้ว เพราะเป็นข้าราชการ ค่ารักษาพยาบาลถือว่าเป็นสวัสดิการที่ดีและเหมาะสมแล้ว ไม่ได้ต้องการสวัสดิการอะไรเพิ่มเติมอีก ในอนาคตอยากพาลูกมาอยู่ด้วยกัน แต่หน้าที่การทำงานไม่เอื้ออำนวย เพราะจะต้องมีการโยกย้ายบ่อย ๆ จึงวางแผนไว้ว่า เมื่อลูกเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจึงจะพาลูกมาอยู่ด้วย”

เนิร์สเซอรี่ ถูกและดี จะช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก

เฟื่องฟ้า มาวงษา คุณแม่ของน้องปกป้อง อายุ 4 ขวบ

“ทำงานและเช่าห้องอยู่ที่กรุงเทพฯ วางแผนไว้ว่าหากมีลูกก็จะให้ยายเลี้ยงน้องให้ที่ต่างจังหวัด เพราะสามีก็ทำงานเป็นทหารอยู่ที่จังหวัดยะลา สภาพแวดล้อมในต่างจังหวัดก็ดีกว่ากรุงเทพฯ ทั้งพื้นที่บ้านและมลพิษทางอากาศ

“ช่วง 3 เดือนแรกที่ได้หยุดงานปั๊มนมแม่ให้น้องกินตลอด พอกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ปั๊มนมให้น้องแล้วส่งขนส่งตู้แช่เย็นกลับบ้านต่างจังหวัดทุก 10 วัน จนน้องอายุ 1 ขวบ แม้จะให้น้องกินนมผงก็ได้ แต่ราคานมผงกับราคาขาส่งก็พอ ๆ กัน แต่คุณภาพต่างกันมาก ก็เลือกที่จะส่งน้ำนมแม่ให้น้องกินดีกว่า

“พอไม่อยู่กับลูกเราก็พยายามโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลหาเขาทุกวัน แต่เขาก็จะไม่ค่อยสนใจ เพราะห่วงเล่น ก็เลยรับมือด้วยการกลับบ้านบ่อยขึ้น อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง บางเดือนก็ 2-3 ครั้ง และทุกวันหยุดช่วงเทศกาลสื่อสารกับเขาว่าแม่ต้องกลับมาทำงานนะ มาหาเงินให้ปกป้องได้เรียนหนังสือนะ ซึ่งปกป้องก็จะเข้าใจ แต่ก็ร้องตามทุกครั้ง

“ความกังวลเกี่ยวกับลูก คือ พอให้ยายเลี้ยง บางครั้งที่น้องซน ยายก็มีว่าบ้าง แต่คนแก่เขาก็จะเอาวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะไม่ลำบากสุดท้ายกลายเป็นโยนมือถือให้ เมื่อเกิดปัญหานี้ เลยตัดสินใจหาทางออกด้วยการส่งลูกไปเรียนที่เนิร์สเซอรี่เพื่อให้ยายสะดวก น้องไม่ลำบากในการเดินทาง เพื่อให้เขาห่างจากการเล่นโทรศัพท์

“ที่ผ่านมาก็มีการหารือกับสามี ว่าในอนาคตจะขอย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือกลับมาที่ต่างจังหวัดได้ ก็อาจจะกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า แต่งานที่ขอนแก่นก็หายากมากที่จะมีตำแหน่งที่ทำอยู่ จริง ๆ ถ้ามีงานที่ดี ใกล้บ้านก็จะดีมาก จะได้กลับไปอยู่ใกล้ลูก หรือถ้ามีเนิร์สเซอรี่ที่ถูกและคุณภาพดีก็จะช่วยแบ่งเบาภาระได้เป็นอย่างดี”