Family-Friendly Economy แก้วิกฤติครอบครัว-สังคม

Family-Friendly Economy หรือ เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ซึ่งหมายถึงการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านการเสริมสร้างศักยภาพในการดูแลครอบครัวให้กับประชาชน เป็นประเด็นที่องค์กรภาคประชาสังคม ชื่อว่า Campaign for a Family Friendly Economy PAC นำเสนอในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา

มีตัวเลขประมาณการณ์ว่า แรงงานราว 5 ล้านคน จากประชากรอเมริกัน 330 ล้านคน จะถูกเพิ่มเข้ามาในกำลังแรงงานของสหรัฐฯ หากคนวัยทำงานที่เป็นพ่อแม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างงานกับความต้องการของครอบครัวได้

หันกลับมาดูประเทศไทย ด้วยจำนวนประชากร 72 ล้านคน พบว่า ในรอบสิบปีที่ผ่านมา อัตราการจ้างงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักจากการเกษียณอายุเมื่อสังคมก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ อีกส่วนหนึ่ง ราวปีละ 3 แสนคน ออกจากตลาดการจ้างงานก่อนวัยเกษียณ เนื่องจากความจำเป็นในการดูแลครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งเริ่มออกจากตลาดแรงงานตอนอายุ 45 ปี เร็วกว่าหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นซึ่งเริ่มออกจากตลาดแรงงานเมื่ออายุ 55-59 ปี และเกาหลีใต้เริ่มออกจากตลาดแรงงานเมื่ออายุ 50-54 ปี

นั่นหมายความว่า ปัญหาอัตราการเกิดต่ำจนไม่สามารถทดแทนประชากรที่ทยอยออกจากตลาดแรงงาน ซึ่งไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น หากสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจด้วยแนวคิดเดียวกันนี้ เราจะสามารถรักษากำลังแรงงาน ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานไว้ได้ ปีละหลายแสนคน แทนที่จะต้องสูญเสียคนเหล่านี้ไปกับการดูแลเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งเป็นงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

 

การเมืองแพ้ ครอบครัวต้องไม่พัง

ลองนึกภาพที่ทำงานคึกคัก ประสิทธิภาพการทำงานพุ่งสูง บุคลากรทำงานเต็มความสามารถ เพราะไม่ต้องเครียด หรือชุลมุนวุ่นวายกับการดูแลบุตรหลานหรือผู้สูงอายุอยู่ตลอดเวลา ลองนึกภาพสังคมที่สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง ผู้คนมีความสุข เพราะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายและสภาพแวดล้อมที่ตระหนักถึงคุณค่าของการทำงานและชีวิตครอบครัว

เหล่านี้คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น หากมีเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อครอบครัว

ก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปีนี้ ซอนดรา โกลด์เชน ผู้อำนวยการบริหารของ Campaign for a Family Friendly Economy PAC ได้พูดคุยกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายล้านคนเกี่ยวกับจุดยืนของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เกี่ยวกับนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว

“นโยบายควรเน้นการให้เครื่องมือและโอกาสที่จำเป็นแก่ครอบครัว เรากำลังเผชิญวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในการดูแลเด็ก ไม่มีผู้ให้บริการเพียงพอ เพราะไม่คุ้มทุน เราควรแสวงหานโยบายที่รัฐบาลที่ลงทุนกับการดูแลเด็ก ทำให้เป็นอาชีพที่ผู้คนได้รับค่าจ้างตามสมควร ครอบครัวสามารถจ่ายได้ นี่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”

การให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติที่สนับสนุนครอบครัวสำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน โดยที่ความสำเร็จในการทำงานและการดูแลครอบครัวไม่แยกขาดจากกันอีกต่อไป จะส่งผลต่อทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างสังคมที่เป็นธรรม

ชินเนียล ฮันเตอร์ ผู้ก่อตั้ง Family Circle Academy ในรัฐฟิลาเดลเฟียของสหรัฐฯ กล่าวถึงความตึงเครียดในการดูแลเด็กที่เธอได้สัมผัส “ความสำเร็จในหน้าที่การงานของคนเป็นแม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนด้านการดูแลเด็กที่มีคุณภาพ ไว้วางใจได้ และราคาไม่แพง”

เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ยังรวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น การจัดการทำงานที่ยืดหยุ่น การลาพักร้อนแบบมีเงินเดือน แบบจำลองทางเศรษฐกิจนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเครียดและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนทำงานเท่านั้น แต่ยังเพิ่มผลผลิตและการรักษาพนักงานไว้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี Campaign for a Family Friendly Economy PAC ซึ่งสนับสนุน กมลา แฮร์ริส แคนดิเดตจากพรรคเดโมแครต ที่พ่ายแพ้อย่างยับเยินต่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่า แนวคิดเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อครอบครัวนั้น จะสู้เศรษฐกิจแบบ America First ของทรัมป์ได้หรือไม่

 

พัฒนาเด็ก พัฒนาทุนมนุษย์

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่า 1,000 วันแรกของเด็ก เป็นโอกาสเดียวที่จะหล่อหลอมพัฒนาการทางสมอง และเพิ่มความสามารถให้เด็ก ๆ ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ระบุว่า ทั่วโลก มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ถึง 43% หรือกว่า 250 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้เนื่องจากความยากจน สุขภาพ โภชนาการที่ไม่ดี และการขาดการกระตุ้นพัฒนาการในช่วงแรกเริ่ม พ่อแม่จำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจมอยู่กับการงาน หลายคนต้องอยู่ไกลบ้าน หรือไม่มีเวลาคุณภาพสำหรับลูก

เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อครอบครัวช่วยบรรเทาแรงกดดันดังกล่าวได้ เช่น การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การดูแลเด็กที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรแบบมีเงินเดือน เป็นต้น มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ครอบครัวสามารถทำงานเลี้ยงชีพได้พร้อมไปกับการดูแลสมาชิกในครอบครัวโดยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

นั่นถือเป็นการลงทุนล่วงหน้า เพราะเราจะได้ประชากรที่มีสุขภาพดีและมีการศึกษาดีกว่า ได้แรงงานที่มีศักยภาพครบครันกว่า และการเติบโตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับประเทศชาติ

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลหรือองค์กรเลือกที่จะไม่ดำเนินการใด ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียเช่นกัน

สำหรับองค์กร การหาคนมาทดแทนพนักงานที่ลาออก อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 20% ของเงินเดือน ซึ่งจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท  ตรงกันข้าม นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวในระดับองค์กร จะส่งผลต่ออัตราการลาออกของพนักงานที่ลดลง องค์กรสามารถรักษาพนักงานไว้ได้มากขึ้น

แม้ผลประโยชน์จะชัดเจน แต่มีเพียง 30% ของประเทศในโลกนี้ ที่มีกฎหมายการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบมากถึง 2 ใน 3 คนอาศัยอยู่ในประเทศที่พ่อของพวกเขาไม่มีสิทธิลาแม้แต่วันเดียวเพื่อเลี้ยงดูลูกแบบมีเงินเดือน

 

การผลักภาระการเลี้ยงดูเด็กและสมาชิกในครอบครัว ให้เป็นเรื่องที่คนวัยทำงานต้องแบกรับเพียงลำพัง ทำให้เห็นแล้วว่ามีแต่เสียกับเสีย ทั้งในระดับบุคคล องค์กร ไปจนถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจและสังคม  และในเมื่อทุกฝ่ายเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” การปรับมุมมองเพื่อให้เห็นว่า การดูแลครอบครัวเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ ธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นมิตรกับครอบครัว

 

ข้อมูล :

www.forbes.com

www.unicef.org

www.weforum.org

เรียบเรียง : ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า