“ครอบครัว​ คือขุมพลัง” มองมุมใหม่ ได้งานคุณภาพ

“ครอบครัว” มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคในการทำงาน

เพราะในมุมมองของที่ทำงาน ประสิทธิภาพและการทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับองค์กร คือความต้องการสูงสุด ดังนั้น การที่คนทำงานต้องดูแลครอบครัว จึงถูกมองว่าเป็นโลกอีกด้านที่ดึงเวลาไปจากงาน    

นายจ้างหลายคนอาจคิดแค่ว่า เสนอค่าจ้างและตำแหน่งสูง ๆ ก็เป็นแรงจูงใจที่มากพอแล้ว แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น เหตุผลที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการค่าจ้างและตำแหน่ง ก็เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงในการดูแลคนที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นลูก พ่อแม่ หรือสมาชิกคนอื่นๆ

ดังนั้น อาจพูดได้ว่า แรงบันดาลใจในการทำงานที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่ ความจริงแล้วคือ “ครอบครัว” ต่างหาก

เซเลนา วิลเลียมส์ นักเทนนิสระดับโลก บอกว่า เธอทุ่มเทกับการแข่งขันก็เพื่อลูกสาว วิลเลียมส์เล่าว่า ตอนที่ชนะการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนเมื่อปี 2017 เธอตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน

“ลูกมอบความแข็งแกร่ง ที่ฉันไม่เคยรู้ว่ามีอยู่”

คนทำงานดีที่สุด คือคนมีครอบครัว

ปีเดียวกับที่วิลเลียมส์ชนะการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพน ศ.โจเคน เมงเกส ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัยซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับอิทธิพลของครอบครัวต่อแรงจูงใจในการทำงาน

จากการศึกษาชีวิตของพนักงาน 97 คนในโรงงานแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก ได้ข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า

“คนที่ทำงานได้ดีที่สุด คือคนที่ไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเอง แต่เพื่อประโยชน์ของครอบครัว”

เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่ ครอบครัวสำคัญที่สุด แต่เรื่องนี้มักถูกมองข้ามไป

เรื่องราวของคนงานในเม็กซิโกบอกเราว่า นอกจากจะไม่ได้ดึงพลังงานจากการทำงานแล้ว ครอบครัวยังเป็นสิ่งที่ให้พลังแก่การทำงาน

งานวิจัยส่วนใหญ่มักบอกว่า ผู้คนจะทำงานหนักขึ้น หากงานทำให้พวกเขามีเงินและสถานะทางสังคม (แรงจูงใจภายนอก), มีความสุขและความสมหวัง (แรงจูงใจภายใน) และความรู้สึกว่าได้สร้างความแตกต่างให้กับผู้อื่นในโลก (แรงจูงใจเพื่อสังคม)

ในขณะเดียวกัน หลายคนรู้ดีว่า ที่มีเรี่ยวแรงตื่นนอนทุกเช้าและทำงานต่อไป ก็เพราะครอบครัวจะได้ประโยชน์

เมงเกสศึกษาเพิ่มเติมกลุ่มพนักงานรายได้น้อยและรายได้สูงในประเทศจีน พบว่าแรงจูงใจจากครอบครัวช่วยให้พนักงานเหล่านี้มีความพยายามในการทำงานเพิ่มขึ้น นำไปสู่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

เหตุผลที่ครอบครัวกระตุ้นให้พนักงานทำงานหนักมีมากมาย แต่เหตุผลที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือ

“คนทำงานต้องการแน่ใจว่า พวกเขามีทรัพยากรทางการเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว”

นอกจากเรื่องเงิน ครอบครัวยังเป็นแรงจูงใจให้หลายคนทำงานหนัก เช่น เพื่อเป็นแบบอย่าง เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ อย่างในกรณีของ เซเลนา วิลเลียมส์

เมงเกลถึงกับเตือนว่า แรงกระตุ้นจากครอบครัวที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลเสีย เพราะมีความเสี่ยงที่คนจะทำงานมากเกินไป หรือละทิ้งโอกาสในการเติบโตด้านการงาน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีเวลาให้ครอบครัวอย่างเพียงพอ รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเครียด และทำงานจนเกิดภาวะ “หมดไฟ”

นายจ้างเข้าใจ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

แม้เราจะรู้แล้วว่า ครอบครัวคือแรงจูงใจสำคัญ แต่คนที่จะกำหนดนโยบายและสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้ คือ นายจ้างหรือผู้บริหารเท่านั้น หมายความว่า พนักงานจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของเบื้องบน

แทมซิน โจนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลประจำสำนักงานอังกฤษของบริษัท Mars Wrigley ผู้ผลิตช็อกโกแลต หมากฝรั่ง และลูกอมรายใหญ่ แบ่งปันประสบการณ์ในฐานะลูกจ้างว่า

“เราไม่จำเป็นต้องเลือกงานหรือครอบครัว หากบริษัทสนับสนุนคุณอย่างเหมาะสม”

แทมซินเล่าว่า เธอเริ่มงานที่ Mars เมื่อปี 1999 และทำงานในหลายแผนกและหลายทีมในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา โดย Mars สนับสนุนเธอทั้งด้านอาชีพการงานและชีวิตครอบครัว

เธอทำงานพาร์ตไทม์ให้ Mars นาน 8 ปีในฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายขาย โดยไม่เป็นพนักงานประจำเพื่อให้ความสำคัญกับการเป็นแม่และรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานให้เหมาะสม

ตรงกันข้ามกับความเชื่อทั่วไป แทมซินยังคงก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผ่านการเลื่อนตำแหน่งหลายครั้ง จนมาถึงจุดที่ยืนในตำแหน่งผู้บริหารส่วนงานในวันนี้ ตอนที่ลูกชายเกิด แทมซินปรับการทำงานเป็นแบบพาร์ตไทม์ ก่อนจะกลับมาเป็นพนักงานประจำในตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น และเมื่อมีลูกสาวอีกคน ก็เกิดเรื่องราวชวนยิ้ม

“ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งติดต่อมาตอนที่ฉันลาคลอด ฉันคิดว่าพวกเขามีคำถามเรื่องงาน แต่ไม่ใช่ เขาเป็นห่วงว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง และถามถึงครอบครัวว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

เรื่องที่เธอประทับใจที่สุดคือ ตอนที่ลูกชายต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 และผู้บริหารส่งข้อความมาถามว่า ลูกชายของเธอปลอดภัยดีใช่ไหม ออกจากห้องผ่าตัดแล้วหรือยัง

“สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ฉันทำงานให้กับธุรกิจที่ใส่ใจในตัวฉันในฐานะปัจเจกบุคคล แม้แต่ตอนที่กลับไปทำงานเต็มเวลา ผู้บริหารถามว่าอะไรสำคัญสำหรับฉัน และฉันตอบไปว่า คือการไปเล่นสนามเด็กเล่นที่โรงเรียนลูกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผู้บริหารหัวเราะและพูดว่า ‘คุณไม่จำเป็นต้องทำงานพาร์ตไทม์เพื่อจะได้ไปเล่นที่สนามโรงเรียนลูกหรอกนะ’” แทมซินบอก

ด้าน อเล็กซ์ ซอลกีเวอร์ จาก Vionix Biosciences บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ในสหรัฐฯ เคยให้ความเห็นเรื่องงานกับครอบครัวไว้ว่า โลกธุรกิจมักบอกว่าบริษัทพวกเขาเป็นมิตรกับครอบครัว แต่เมื่อถึงคราวคับขัน หากพนักงานที่ต้องดูแลลูกหรือผู้สูงอายุ และจำเป็นต้องปรับตารางงาน บริษัทมักจะไม่พอใจ หรือถึงขั้นเรียกร้องให้ตอบอีเมลในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยซ้ำ

อเล็กซ์บอกว่า บริษัทหลายแห่งมักตำหนิพนักงานที่มีความจำเป็นด้านครอบครัว ว่าอยู่ดึกไม่ได้ ไม่ตอบอีเมลหลังเลิกงาน มักขาดการประชุมสำคัญ

“คำแนะนำของผมสำหรับบริษัทเหล่านั้นคือ เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่น แล้วพนักงานจะกลายเป็นผู้สนับสนุนยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ” อเล็กซ์กล่าว

เขาเสริมว่า สำหรับทุกคน การดูแลครอบครัวเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ ดังนั้น หากบริษัทแสดงความเข้าใจ จะเป็นการสื่อสารว่า บริษัทใส่ใจพนักงานในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และไม่มองพวกเขาเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ การให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในการทำงานและดูแลครอบครัว เท่ากับคุณกำลังบอกพวกเขาว่า คุณเห็นคุณค่าในตัวพวกเขา

“จากประสบการณ์ของผม พนักงานเหล่านี้จะตอบแทนคุณด้วยการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงสุด”

อเล็กซ์ ยืนยันความจริงเบื้องหลังข้อค้นพบนี้ เช่น พนักงานรายหนึ่งของเขา มีลูกที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้ต้องลางานบ่อยครั้งในช่วงกลางวัน เพื่อไปโรงเรียนและพบผู้เชี่ยวชาญ “ผมบอกพนักงานคนนั้นเสมอว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกของเธอต้องมาก่อนเสมอ”

ผลก็คือ หลังจากลูกหลับ พนักงานคนนั้นจะใช้เวลาจนถึงเที่ยงคืน เพื่อตอบอีเมล ทำโปรเจกต์ให้เสร็จ และทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของแผนกและองค์กร

“เวลาที่เกิดเหตุสุดวิสัยในช่วงสุดสัปดาห์ พนักงานคนนี้ช่วยเราได้เสมอ โดยเขาจะขอให้แฟนหรือเพื่อนดูแลลูกแทน ผมจึงขึ้นเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่งให้เขา พวกเขามั่นใจว่า บริษัทจะให้เวลาและพื้นที่ในการดูแลคนที่รัก พนักงานรายนี้กลายเป็นหนึ่งในพนักงานที่ดีที่สุดของเรา” อเล็กซ์กล่าว

เขาฝากถึงบริษัททั้งหลายในโลกว่า จงอนุญาตให้พนักงานให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาจะทำงานอย่างดีที่สุด และทุ่มเทให้บริษัท เพื่อตอบแทนความเห็นอกเห็นใจและเอาใจใส่ที่บริษัทมีให้

“ดูแลพวกเขา แล้วพวกเขาจะดูแลงานของคุณ”

องค์กร-นายจ้าง ควรทำอย่างไร

เมงเกสเสนอว่า เมื่อครอบครัวคือแรงบันดาลใจ องค์กรจึงควรให้ครอบครัวมาใกล้ชิดกับที่ทำงานด้วย โดยอาจพิจารณาให้พนักงานสามารถนำเด็ก ๆ มาที่ออฟฟิศ อาจจัดงาน เช่น “Take Our Daughters and Sons to Work Day(s)” ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของพ่อแม่ และรู้สึกภาคภูมิใจในงานของพ่อแม่

หรืออาจช่วยสนับสนุนผ่านสวัสดิการ เช่น การดูแลเด็กในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถนำสิ่งของพิเศษที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว เช่น รูปถ่าย ภาพวาดของเด็ก ๆ หรือจดหมาย มาวางไว้ในที่ทำงานได้ด้วย

นอกจากนี้ การจ่ายเงินที่แน่นอนและตารางเวลาที่คาดเดาได้ ตลอดจนทรัพยากรเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ถือเป็นนโยบายพื้นฐานสำคัญ เช่น การให้สวัสดิการ สิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และการทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการกำหนดให้บางวันเป็น “วันหยุดของครอบครัวและคนที่รัก” เพื่อให้พนักงานมีเวลาให้กับคนที่สำคัญที่สุด

นายจ้างควรดำเนินการเพื่อให้พนักงานรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีความมั่นคง เพื่อลดแรงกดดัน เช่น โครงการออมทรัพย์ หรือความช่วยเหลือด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น

Nigel Frank International บริษัทด้านการจัดการไอที เสนอ 5 แนวทางง่าย ๆ ที่แต่ละบริษัทสามารถทำได้

1. เรียนรู้เงื่อนไขในชีวิตพนักงาน

องค์กรควรศึกษาว่า พนักงานของคุณกำลังเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับความท้าทายนั้น เช่น พ่อแม่บางคนอาจต้องการความช่วยเหลือ แม้ว่าธุรกิจที่มีต่างกันจะมีความสามารถในการสนับสนุนค่าเลี้ยงลูกแตกต่างกัน แต่หากมีนโยบายช่วยสนับสนุนพวกเขาแม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าช่วยแบ่งเบาได้บางส่วนแล้ว

2. เสริมวัฒนธรรมใส่ใจครอบครัว

พนักงานที่ทำงานทางไกลอาจเจอลูกป่วน หรือบางครั้งต้องวิดีโอคอลประชุมโดยมีลูกนั่งตักอยู่ด้วย การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะช่วยขจัดความละอายใจที่พ่อแม่อาจรู้สึกในสถานการณ์เหล่านี้ได้

ในทำนองเดียวกัน หากบริษัทมีนโยบายเข้าออฟฟิศเต็มเวลาหรือเป็นแบบไฮบริด การสนับสนุนให้มีวันทำงานแบบครอบครัว เช่น พาลูกมาทำงานด้วย อาจช่วยบรรเทาความเครียดของพนักงานได้

หรือแม้แต่เรื่องง่าย ๆ เช่น การใส่ใจต่อชีวิตครอบครัวของพนักงาน ก็อาจทำให้พวกเขาสบายใจได้ว่ากำลังทำงานให้กับนายจ้างที่เปิดกว้าง และยอมรับว่าพวกเขามีความรับผิดชอบนอกเหนือจากงาน

3. งานที่ยืดหยุ่น

ใครที่มีลูกจะรู้ว่า การพยายามจัดตารางเวลาของครอบครัวให้สมดุลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การวางแผนล่วงหน้าก็แทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพนักงาน จึงแทบไม่ต่างอะไรจากการแจกโบนัส

ความยืดหยุ่น ทำได้หลายวิธี เช่น กำหนดเวลาเริ่มและเลิกงานยืดหยุ่นเพื่อให้เหมาะกับตารางเวลาพนักงาน ขยายเวลาพักเที่ยง เพิ่มสิทธิการลาดูแลบุตร และการทำงานทางไกลเมื่อจำเป็น

4. สื่อสารชัดเจน ถึงสิ่งที่บริษัทจัดให้

เมื่อองค์กรเริ่มมีนโยบายหรือมาตรการบางอย่างเพื่อให้ชีวิตของพนักงานที่มีครอบครัวง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารอย่างชัดเจนถึงความช่วยเหลือที่มีให้ ในองค์กรไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใด ย่อมมีข้อมูลข่าวสารมากมายจนยากที่พนักงานจะจดจำได้อย่างครบถ้วน

วิธีการก็คือ บริษัทอาจไฮไลต์ หรือสื่อสารนโยบายเหล่านี้ในช่องทางสื่อสารภายในขององค์กรเป็นระยะ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจดหมายข่าว อีเมล หรือกรุ๊ปไลน์

5. สร้างกลุ่มสนับสนุนพ่อแม่ทำงาน

พ่อแม่มักจะรู้สึกโล่งใจและมั่นใจเมื่อได้พูดคุยกับพ่อแม่คนอื่น ๆ ที่เผชิญหรือเคยเผชิญสถานการณ์ที่คล้ายกัน ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อาจสนับสนุนให้มีการสร้างกลุ่มพ่อแม่ในที่ทำงานขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น การจัดช่วงเวลาให้พ่อแม่ได้คุยกันในเวลาอาหารกลางวัน โดยอาจจัดวงคุยแบบโต๊ะกลมเพื่อให้พ่อแม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน

Nigel Frank International ย้ำว่า การทำงานและเป็นพ่อแม่ในเวลาเดียวกันอาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่นายจ้างที่ดีควรพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายอีกด้านที่พนักงานต้องเผชิญนอกเหนือจากการทำงาน โดยออกนโยบายและมาตรการที่ช่วยให้พนักงานรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ข้อมูล :

hbr.org

www.linkedin.com 1

www.linkedin.com 2

www.nigelfrank.com

เรื่อง : ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า