Search
Close this search box.
เทคโนโลยีช่วยการมีลูก

เทคโนโลยีช่วยการมีลูก กลายเป็นเทรนด์สวัสดิการโลก

การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยการมีบุตร โดยจัดเป็นสวัสดิการสำหรับคนวัยทำงาน เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ว่าจะเป็นทางออกของ “สังคมสูงอายุ” ที่ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น แต่คนรุ่นใหม่มีลูกกันน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร ไปจนถึงเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

ในบ้านเรา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา การใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาการมีบุตรยาก ถูกผลักดันเป็นสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ และสำหรับหลายประเทศ สิทธิประโยชน์เหล่านี้ บริษัทเอกชนจัดให้เป็นสวัสดิการองค์กรสำหรับพนักงานมาก่อนหน้านี้แล้ว

รักษามีบุตรยาก ในสิทธิบัตรทอง ของไทย

ประเทศไทยประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 485,085 ราย เป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 70 ปี และจำนวนการเกิดยังน้อยกว่าการตาย ทำให้จำนวนประชากรลดลงตั้งแต่ปี 2564 คาดการณ์ว่า ในอีก 60 ปี ข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะเหลือแค่ครึ่งหนึ่งของปัจจุบันเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดนโยบาย Quick win 100 วัน ส่งเสริมการมีบุตร โดยจะผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเพิ่มอัตราเกิดของประชากรในประเทศ หนึ่งในแนวทางการดำเนินงานได้แก่การรักษาภาวะมีบุตรยาก

ข้อมูลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562-2566 พบว่า ผู้มีสิทธิเข้ารับบริการด้วยวินิจฉัยภาวะการมีบุตรยาก มีประมาณ 3,000 – 3,500 ราย/ปี รวมทั้งการจัดให้มีคลินิกส่งเสริมการมีบุตร จังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการรักษาภาวะมีบุตรยากได้เร็วขึ้นในอายุที่น้อยลง

ล่าสุด คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงได้เห็นชอบให้ “การรักษาภาวะมีบุตรยาก” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท และได้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อจัดบริการรักษาภาวะมีบุตรยาก

โดยมุ่งเน้นการจัดบริการให้กับกลุ่มเป้าหมาย ผู้หญิงไทยสิทธิบัตรทอง อายุระหว่าง 30–40 ปี มีคู่สมรสและจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เป็นผู้มีภาวะมีบุตรยาก และต้องการมีบุตร โดยให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยาก 3 ระดับตามแนวทางเวชปฏิบัติภาวะมีบุตรยากของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

ระดับที่ 1: ให้คำปรึกษาแนะนำและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) และโรงพยาบาลชุมชน (รพช.)  

ระดับที่ 2: การกระตุ้นไข่และการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง ซึ่งสูตินรีแพทย์ในโรงพยาบาลทั่วไปจะเป็นผู้ให้บริการไม่เกิน 3 ครั้ง โดยมีหน่วยบริการที่ให้การรักษา 40 แห่ง ใน 38 จังหวัด 

ระดับที่ 3: การทำเด็กหลอดแก้ว โดยปัจจุบันมีหน่วยบริการรัฐที่ให้บริการ จำนวน 17 แห่ง ในจำนวนนี้เป็น รพ.สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3 แห่ง 

ส่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ต่างแดน

ถ้าไปดูในอีกหลายประเทศ สิทธิประโยชน์เหล่านี้ จัดให้กับพนักงานโดยฝ่ายนายจ้าง ตัวอย่างเช่น

AT&T: เสนอโครงการช่วยเหลืออนามัยเจริญพันธุ์ 24 ชั่วโมงให้กับพนักงานมากกว่า 125,000 คนตั้งแต่ปี 2024

Starbucks: ขยายสิทธิประโยชน์ด้านการเงินสำหรับพนักงานเพื่อขยายครอบครัว โดยสามารถเบิกเงินได้สูงสุด 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

Facebook: เสนอเงินสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการแช่แข็งไข่สำหรับพนักงานหญิง รวมถึงการช่วยเหลือในการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมและการตั้งครรภ์แทน

Apple: สนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยากและขยายสิทธิประโยชน์สำหรับผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง

สุขภาพครอบครัว-อนามัยเจริญพันธุ์ กระแสแรง

Maven Clinic ซึ่งเป็นคลินิกเสมือนด้านสุขภาพของผู้หญิงและครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยถึงสาเหตุที่บริษัทต่าง ๆ พากันนำเรื่องของสุขภาพครอบครัวและอนามัยเจริญพันธุ์มาจัดเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงาน

ในรายงานประจำปีล่าสุด Maven Clinic สำรวจข้อมูลจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลกว่า 1,200 คน และพนักงานอีก 3,000 คน ทั่วสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร พบว่า นายจ้าง 70% ระบุว่า สิทธิประโยชน์ด้านอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาพของครอบครัวมีส่วนสำคัญในการดึงดูดพนักงานมีความสามารถ อีก 75% บอกว่า สิทธิประโยชน์เหล่านี้ มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้บริษัทรักษาคนทำงานไว้ได้ในระยะยาว ผลสำรวจยังพบว่า พนักงาน 57% เปลี่ยนงาน หรือสนใจข้อเสนองานใหม่ เพราะเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านอนามัยเจริญพันธุ์และการวางแผนครอบครัว ขณะเดียวกันพนักงานมีการแสดงความต้องการที่จะได้รับการดูแลด้านดังกล่าวจากนายจ้างเพิ่มขึ้นด้วย

จากโจทย์ด้านประชากร ที่ส่งผลต่อเนื่อง ไม่เฉพาะกับภาพรวมทางเศรษฐกิจและสังคม ที่กำลังแรงงานในอนาคตมีแนวโน้มจะลดจำนวนลง จนไม่เพียงพอที่จะสร้างรายได้และจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐนำไปใช้จ่าย โดยเฉพาะในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชากรสูงอายุ แต่ภาคเอกชนของหลายประเทศตื่นตัวเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะเริ่มเผชิญปัญหาขาดคนทำงาน และกำลังซื้อที่หดตัวลง จากปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรที่ลดน้อยลงจากในอดีต

ข้อมูล:

www.prnewswire.com

www.fastcompany.com

www.starbucksbenefits.com

www.theguardian.com

www.nhso.go.th

policywatch.thaipbs.or.th