องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ จัดทำรายงาน “การทำงานและครอบครัว สร้างที่ทำงานให้เป็นมิตรกับครอบครัว” นำเสนอถึงประโยชน์ ที่บริษัทจะได้รับ จากการมีมาตรการที่เป็นมิตรกับครอบครัว และการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวที่เหมาะสม ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
ความผูกพันองค์กร เพิ่ม
พนักงานในบริษัทที่เป็นมิตรกับครอบครัว มีแนวโน้มที่จะผูกพันกับองค์กรมากกว่า เครียดน้อยกว่า และพึงพอใจกับงานมากกว่า การลดความเครียดที่เกิดจากการดูแลลูกและผู้สูงอายุ ช่วยลดการขาดงาน และเพิ่มผลิตภาพของพนักงาน
การศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่า บริษัทในสหราชอาณาจักรที่จัดระบบการทำงานแบบยืดหยุ่น
76% ระบุว่า มาตรการนี้ช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับบริษัทนานขึ้น
73% ระบุว่า ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงาน
72% ระบุว่า ช่วยเพิ่มความผูกพันองค์กรของพนักงาน
ผู้หญิงอยู่ในงานนานขึ้น ก้าวหน้าในหน้าที่ได้ดีขึ้น
ความยืดหยุ่นในการทำงาน ทำให้ผู้หญิงมีความมุ่งมั่นเรื่องความก้าวหน้าด้านอาชีพเพิ่มขึ้น 30%
การมีทางเลือกในการทำงานที่ยืดหยุ่น ทำให้ผู้หญิงคงอยู่ในงานได้นานขึ้น 40%
สถานที่ทำงานที่สนับสนุนให้พ่อเข้ามามีส่วนร่วมดูแลเรื่องต่าง ๆ ในครอบครัว ส่งผลเชิงบวกต่อผู้หญิงด้านความสามารถในการจัดการกับแรงกดดันจากการทำงานและครอบครัว
ลดต้นทุนการดำเนินงาน
สถานที่ทำงาน ที่มีมาตรการเป็นมิตรกับครอบครัว อาจมีต้นทุนในช่วงแรก
แต่สุดท้าย จะช่วยบริษัทลดค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ การมีผลิตภาพที่สูงขึ้น และลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการลาออก
มีงานศึกษาในสหรัฐอเมริกา ประมาณการว่า ถ้าพนักงาน 1 คนใช้เวลาครึ่งหนึ่ง ทำงานจากที่บ้าน (WFH) บริษัทจะลดต้นทุนลงได้มากกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐต่อปี
การลดความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างที่เกิดจากเพศสภาพ
สิทธิการดูแลบุตร สำหรับลูกจ้างทั้งชายและหญิง ช่วยลดการเลือกปฏิบัติจากการเป็นแม่ และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างที่เกิดจากเพศสภาพ
ประเทศเดนมาร์กให้สิทธิลาเลี้ยงดูบุตร 1 ปี โดยพ่อแม่ยังได้รับค่าจ้าง
หลังจากนั้น ให้สิทธิส่งลูกเข้าศูนย์เด็กเล็ก ส่งผลให้ช่องว่าความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างจากเพศสภาพค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการจ้างงานผู้หญิงค่อนข้างสูง
ที่มา : การทำงานและครอบครัว สร้างที่ทำงานให้เป็นมิตรกับครอบครัว, องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (2565)