บทเรียนจากอินโดนีเซีย ที่ไทยไม่ควรมองข้าม
อะไรทำให้ผู้หญิงที่มีลูกตัดสินใจลาออกจากงานมากที่สุด?
คำตอบส่วนใหญ่ ไม่ใช่ค่าจ้าง ไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือ “ไม่มีใครเลี้ยงลูก”
อินโดนีเซียกำลังเผชิญความจริงข้อนี้ ..ซึ่งดูไปแล้วสถานการณ์แทบไม่ต่างจากไทย
รายงาน From Barriers to Breakthroughs: Family-Friendly Workplaces for Indonesia’s Future เผยแพร่โดย IFC (International Finance Corporation) และองค์กร IGNITE สำรวจพนักงานกว่า 2,000 คนจาก 13 บริษัทเอกชน ครอบคลุมภาคการเงิน การผลิต ค้าปลีก และอาหาร พบว่าปัญหาการดูแลเด็กไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่กำลังกัดกร่อนผลิตภาพองค์กรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
รายงานพบว่าในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนการสำรวจ
49% เสียสมาธิ พนักงานที่มีลูกรายงานว่าเสียสมาธิในการทำงาน เพราะกังวลเรื่องการดูแลลูก
46% มาสาย/กลับก่อน พนักงานมาทำงานสาย ออกก่อนเวลา หรือต้องหยุดงานระหว่างวันเพราะเรื่องลูก
24% ขาดงาน พนักงานขาดงานอย่างน้อย 1 วันในรอบเดือนเพราะปัญหาการดูแลลูกอีกเช่นกัน
เมื่อรวมคิดเป็นมูลค่า พบว่า 13 บริษัทในกลุ่มศึกษาสูญเสียผลิตภาพรวมกันถึง 60.9 ล้านบาทต่อปี หรือเทียบเท่า 1.7% ของเงินเดือนทั้งหมด นั่นคือ พนักงานที่มีลูกแต่ละคนทำให้องค์กรสูญเสียเวลาทำงานเฉลี่ย 4 วันต่อปี เพียงเพราะปัญหาขาดระบบดูแลเด็ก
“การดูแลเด็กไม่ใช่สวัสดิการเพิ่มเติม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ”
ปัญหาระดับชาติ ที่คนทำงานและองค์กรต้องแบกรับ
อินโดนีเซียมีประชากรวัยทำงานกว่า 208 ล้านคน แต่ผู้หญิงมีอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานเพียง 53% เทียบกับผู้ชายที่ 81%
ช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดจากทักษะหรือการศึกษา เพราะสัดส่วนผู้หญิงที่จบระดับอุดมศึกษาแตะ 60% แล้วในปี 2561
ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ภาระดูแลเด็กที่ตกกับผู้หญิงอย่างไม่สมดุล
แม่ชาวอินโดนีเซียใช้เวลาดูแลลูกเฉลี่ย 14 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่พ่อใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง และเมื่อไม่มีระบบรองรับ ก็เลือกทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุด ก็คือลาออก
เกือบ 40% ของผู้หญิงที่ทำงานอยู่ ลาออกหลังแต่งงานหรือมีลูก
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน สถานดูแลเด็กในอินโดนีเซียมีน้อยกว่า 7 แห่งต่อเด็ก 1,000 คน มีเพียง 1% เท่านั้นที่เปิดบริการแบบเต็มวัน และงบประมาณรัฐด้านนี้อยู่ที่ 0.04% ของ GDP ต่ำกว่ามาตรฐานที่ OECD แนะนำถึง 25 เท่า
Sandwich Generation ภาระ X2
รายงานยังพบมิติที่มักถูกมองข้ามในการพูดถึงสวัสดิการครอบครัว นั่นคือภาระการดูแลผู้สูงอายุควบคู่กับดูแลลูก
ผู้ตอบแบบสอบถาม 37% รับผิดชอบดูแลพ่อแม่หรือญาติสูงอายุ และ 22% แบกภาระทั้งสองด้านพร้อมกัน เรียกว่าเป็น “เจเนอเรชันแซนด์วิช” คนกลุ่มนี้เผชิญความเครียดสูง มีโอกาสขาดงาน และหนึ่งในห้าพิจารณาจะลาหยุดยาวในระยะสั้น
ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องขององค์กร ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว
รายงาน IFC ย้ำชัดเจนว่า การลงทุนในสวัสดิการดูแลเด็กและครอบครัวคืนทุนได้จริง มีบริษัทที่พิสูจน์ได้ในเรื่องนี้
YAVA บริษัทผู้ผลิตอาหารในบาหลี เปิดศูนย์ดูแลเด็กอุดหนุนราคาหนักในสถานที่ทำงาน พบว่าอัตราลาออกของพนักงานถาวรต่ำกว่า 4% ต่อปี และพนักงานมักมาถึงโรงงานก่อนเวลาเพื่อส่งลูกเข้าศูนย์
Ungaran Sari Garments ผู้ผลิตเสื้อผ้าในชวากลาง ลงทุนในโปรแกรมสุขภาพสำหรับแม่ที่ให้นมบุตร รวมถึงบริการส่งน้ำนมถึงบ้าน ส่งผลให้อัตราการขาดงานและลาออกลดลงถึง 1.8%
Digiserve by Telkom Indonesia เปิดให้ทำงานแบบยืดหยุ่นและทำงานจากที่บ้าน ผู้จัดการ 96% รายงานว่าทีมของตนมีผลิตภาพเท่าเดิมหรือดีขึ้น
เมื่อถามตรง ๆ ถึงสิ่งที่พนักงานต้องการมากที่สุด คำตอบคือ เงินอุดหนุนค่าดูแลเด็ก (31%) วันลาดูแลครอบครัว (23%) และการทำงานแบบยืดหยุ่น (13%) ซึ่งเป็นมาตรการที่ทับซ้อนกับแนวทางเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว นำเสนอมาโดยตลอด
72% ของพนักงานเชื่อว่าถ้าองค์กรช่วยเรื่องดูแลเด็กได้ พวกเขาจะทำงานได้ดีขึ้น
มองเพื่อนบ้าน แล้วย้อนมองไทย
ประเทศไทยและอินโดนีเซียเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างคล้ายกัน แม้ไทยจะมีอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงสูงกว่าที่ 60% แต่ยังคงต่ำกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ และยังเผชิญกับสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ภาระ Sandwich Generation ในไทยน่าจะหนักยิ่งกว่า
ขณะที่อินโดนีเซียเริ่มออกกฎหมาย Maternal and Child Welfare (2567) กำหนดให้นายจ้างต้องจัดสถานที่ดูแลเด็กและมีนโยบายยืดหยุ่น ประเทศไทยแม้จะมีกฎหมาย แต่ช่องว่างมีมากยิ่งกว่า
หากองค์กรไทยยังมองการเลี้ยงลูกว่าเป็นเรื่องของพนักงาน เป็นเรื่อง “ตัวใครตัวมัน” ต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายแบบเงียบ ๆ ผ่านการขาดงาน ขาดสมาธิ และการสูญเสียบุคลากรมีฝีมือ ก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปทุกวัน โดยไม่มีใครมองเห็น