Search
Close this search box.

10 เรื่องน่ารู้ วันแรงงาน 2567

เรื่อง : พงศธร สโรจธนาวุฒิ

โดยคณะกรรมการจัดงานที่ระลึกแรงงาน ต้องการให้ไทยเฉลิมฉลองแรงงานที่ทุ่มเททำงานส่งผลต่อสังคมเศรษฐกิจ จึงยึดวันที่ 1 พฤษภาคม ตรงกับสากล

ในการจัดงานครั้งแรก ๆ ใช้ชื่อว่า วันกรรมกรแห่งชาติ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นวันแรงงานแห่งชาติ

ในวันแรงงาน แรงงานมีสิทธิ์หยุดได้ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 29

โดยวันแรงงานถือเป็นวันที่นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดงาน ถือเป็นวันหยุดบังคับตามประเพณี ที่ปีหนึ่งต้องได้หยุดไม่ต่ำกว่า 13 วัน

ถ้าไม่สามารถให้หยุดวันแรงงานได้ ต้องชดเชยให้หยุดวันอื่น หรือได้รับเงินทดแทน

แรกสุด ในปี 2533 กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างหญิงลาคลอดได้ 60 วัน

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ แรงงานรีบกลับมาทำงานโดยยังไม่ฟื้นฟูร่างกาย และที่ทำงานหลายแห่งไล่ผู้หญิงท้องออกจากงาน

ปี 2536 กลุ่มเครือข่ายแรงงานหญิงรวมตัวกันประท้วงรัฐบาลโทษฐานเพิกเฉยไม่สนใจสิทธิแรงงานหญิง ท้ายสุดได้รับการอนุมัติลาคลอด 90 วัน

ปัจจุบัน มีการปรับเป็น 98 วัน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างสามารถลา โดยที่ยังได้รับค่าจ้าง ดังนี้

  • ลาป่วย ได้ไม่เกินปีละ 30 วัน
  • ลาคลอด ได้ไม่เกิน 98 วันและได้ค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน แต่เบิกจากประกันสังคมได้
  • ลากิจ ได้อย่างต่ำปีละ 3 วัน สำหรับทำธุระ
  • ลาพักร้อน ลูกจ้างที่ทำงานอย่างน้อย 1 ปีลาพักร้อนได้อย่างต่ำปีละ 6 วัน
  • ลาไปรับราชการทหาร ลาไปเรียกพลเพื่อตรวจสอบ ฝึกวิชาหทารหรือทดสอบได้ ลากี่วันก็ได้ตามที่ทางการเรียก ได้รับค่าจ้างตลอดแต่ไม่เกิน 60 วัน แต่กรณีนี้ไม่ใช่เกณฑ์ทหาร
  • ลาเพื่อทำหมัน ลาได้ไม่นับเป็นลาป่วย และลาเพื่อรักษาตัวตามที่แพทย์ระบุต่อได้

ตามนิยาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ข้าราชการไม่ใช่แรงงาน ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม

ขณะเดียวกัน ก็มีสิทธิข้าราชการอื่น ที่แตกต่างจากแรงงานทั่วไป เช่น ข้าราชการชายมีสิทธิลาช่วยภรรยาดูแลลูก

แรงงานไทย ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ

สถานการณ์คนเกิดน้อย ทำให้ในอนาคตคาดว่าประชากรวัยแรงงานจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ

ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์ว่า

ในปี 2563 มีวัยแรงงาน 3.6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน

และถ้าสถานการณ์ยังดำเนินเช่นนี้ต่อไป เมื่อถึงปี 2583 จะมีวัยแรงงาน 1.8 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน

นั่นหมายความว่า คนทำงาน 1 คนต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า แรงงานหญิงมีรายได้ต่ำกว่าแรงงานชายราว 11-32 %

ขณะเดียวกัน ลูกจ้างแรงงานหญิง ก็ถูกคาดหวังให้เป็นเพศที่ต้องดูแลลูก รวมทั้งผู้สูงอายุในครอบครัวที่ต้องการการดูแล

แรงงานหญิงจำนวนไม่น้อย จึงจำต้องลาออกจากงาน เพื่อดูแลสมาชิกครอบครัว

เมื่อปี 2561 เว็บไซต์จัดหางาน Jobthai มีการสำรวจในกลุ่มคนทำงาน 7,420 คน ว่า แรงงานไทยต้องการสวัสดิการอะไรจากบริษัท และบริษัทมักจัดสวัสดิการอะไรให้พนักงาน

ผลการสำรวจพบว่า สิ่งที่แรงงานต้องการและสิ่งที่บริษัทมอบให้ได้ตรงกัน ได้แก่ โบนัส ประกันสังคม วันหยุด-ลาตามกฎหมาย ค่าล่วงเวลา และเบี้ยขยัน

แต่สิ่งที่แรงงานต้องการ ทว่า บริษัทมิได้มอบให้ ได้แก่ ประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้

ครอบครัวของลูกจ้างแรงงานไทย ยังไม่ถูกมองเห็น

ตั้งแต่ปี 2524 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 156 ว่าด้วยลูกจ้างแรงงานที่พ่วงความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัว โดยระบุเนื้อหา ดังนี้
• ห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงานพนักงานที่ต้องดูแลครอบครัว
• สนับสนุนข้อกำหนดและเงื่อนไขในการจ้างงานที่เอื้อสมดุลต่อการงานและครอบครัว
• พัฒนาและส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกในที่ทำงาน
• ฝึกอบรมให้คนงานที่ดูแลครอบครัวยังอยู่ในกำลังแรงงานและกลับมาทำงานได้แม้ลาหยุดไปดูแลครอบครัว

จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว และไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจน ว่าด้วยลูกจ้างแรงงาน ที่ต้องรับผิดชอบในการดูแลสมาชิกครอบครัว

จากการสำรวจข้อมูลของเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว พบว่า บริษัทเอกชนจำนวนไม่น้อย มีมาตรการดูแลลูกจ้างแรงงานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของลูกจ้างแรงงาน และรูปแบบการประกอบการ แม้จะยังไม่ได้กฎหมายหรือข้อบังคับชัดเจน รวมไปถึงการจัดสวัสดิการเพื่อสนับสนุนดูแลครอบครัวให้กับพนักงานในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ

  • สถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน
  • ห้องนมแม่ สำหรับคุณแม่ทำงานที่ยังมีลูกวัยดื่มนมแม่
  • ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น จัดสรรเวลาได้ ทำงานที่ไหนก็ได้
  • การให้สิทธิเพิ่มเติมดูแลสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะ