มีกี่วิธีที่บริษัทจะช่วยพนักงานในยุคน้ำมันแพง

ลองนึกภาพ คนที่พักอาศัยในย่านรังสิต นนทบุรี สมุทรปราการ แล้วต้องตื่นตีห้าครึ่งเพื่อเดินทางเข้าทำงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ใช้เวลาบนรถทีละ 2 ชั่วโมง วันละเกือบ 4 ชั่วโมงที่หายไปบนท้องถนน กว่าจะถึงโต๊ะทำงานก็หมดแรงไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ยิ่งราคาน้ำมันพุ่งสูงยิ่งแทบจะหมดแรงตั้งแต่ก่อนก้าวขาออกจากบ้านด้วยซ้ำไป

นี่คือชีวิตจริงของคนทำงาน

ข้อมูลจาก TomTom Traffic Index ระบุว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับต้น ๆ ของเมืองที่มีปัญหาจราจรหนักที่สุดในโลกต่อเนื่องหลายปี โดยเวลาเดินทางไป-กลับเฉลี่ยของคนกรุงเทพฯ อยู่ที่ 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือเทียบเท่า 44 วันทำงานที่หายไปในแต่ละปี

ปัญหานี้ดำรงอยู่และสะสมมาตลอด แต่มักถูกมองว่าเป็น “เรื่องส่วนตัว” พนักงานจัดการกันเอง องค์กรไม่เกี่ยว

แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงเช่นวันนี้ เปลี่ยนภาระที่เดิม “แบกได้” ให้กลายเป็น “แบกไม่ไหว” ในชั่วข้ามคืน

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ มีความเฉพาะตัวที่ทำให้ปัญหาการเดินทางรุนแรงกว่าหลายเมืองในโลก

แหล่งงานกระจุกตัวอยู่ในเขตกลางเมืองและนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะจุด ขณะที่ที่อยู่อาศัยราคาที่ “จ่ายได้” ถูกผลักออกไปสู่พื้นที่รอบนอก ทำให้พนักงานจำนวนมากต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปทำงาน ทุกวัน

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล (2568) ที่วิเคราะห์ข้อมูลสำรวจการเดินทางระดับชาติพบว่า กลุ่มแรงงานรายได้น้อยถึงปานกลางที่ยังต้องพึ่งพาขนส่งสาธารณะได้รับผลกระทบจากระยะทางและเวลาเดินทางมากที่สุด เพราะระบบรถไฟฟ้าและรถใต้ดินยังครอบคลุมพื้นที่ชานเมืองได้ไม่เพียงพอ ทำให้การเดินทางในแต่ละวันต้องต่อหลายระบบและใช้เวลานาน

เวลาเดินทางเฉลี่ยต่อวันของคนกรุงเทพฯ เท่ากับ 44 วันทำงานต่อปีที่หายไป

ระดับความพึงพอใจในงานที่ลดลง เมื่อเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 20 นาที/วัน (Univ. of West of England)

ประสิทธิภาพทางความคิดที่ลดลงในพนักงานที่เดินทางเกิน 90 นาที/วัน (IIM, 2568)

ของพนักงานพร้อมยอมรับเงินเดือนน้อยลง เพื่อแลกกับการเดินทางที่สั้นกว่า (SHRM)

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องอนาคต แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันในองค์กร แต่มักไม่ถูกวัดผลอย่างจริงจัง เลยถูกมองข้ามไป

การเดินทางมีต้นทุนทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้

ในแง่ตัวเงิน พนักงานที่ขับรถจากปริมณฑลเข้ากรุงเทพฯ วันละ 40 – 60 กิโลเมตร จะมีรายจ่ายด้านค่าเดินทางเป็นหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน เมื่อรวมค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน และค่าเสื่อมรถ บางคนอาจใช้งบเดินทาง 8 – 12% ของรายได้ทั้งหมด

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาวะ “ปกติ” ก่อนที่ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงาน ภาระนี้ขยายตัวทันที โดยที่รายได้คงเดิม

กรณีศึกษา สหรัฐอเมริกา โครงสร้างเมืองกำหนดภาระพนักงาน: ลอสแอนเจลิส vs นิวยอร์ก

งานวิจัยของ R.E.A.L. Lab ที่วิเคราะห์ต้นทุนการเดินทางในเมืองสำคัญของสหรัฐฯ พบความแตกต่างที่ชัดเจน

พนักงานในลอสแอนเจลิสซึ่งพึ่งพารถยนต์เป็นหลักแบกรับค่าน้ำมันเดินทางไป – กลับงานสูงถึง 26 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ขณะที่นิวยอร์กซึ่งมีระบบขนส่งสาธารณะแข็งแกร่งกว่าอยู่ที่เพียง 10 ดอลลาร์ ความแตกต่าง 2.6 เท่านี้ไม่ได้เกิดจากความขยันหรือทักษะของพนักงาน แต่เกิดจากนโยบายเมืองและการตัดสินใจขององค์กรว่าจะตั้งสำนักงานที่ไหน

กรณีศึกษา ประเทศไทย เงินเดือนเท่าเดิม ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี

สภาองค์กรของผู้บริโภคบันทึกเสียงสะท้อนจากแรงงานในกรุงเทพฯ ที่สรุปได้ว่า รายได้อาจเพิ่มขึ้นปีละ 3 – 5% ตามนโยบายค่าจ้าง แต่ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง และค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอและควบคุมไม่ได้ ทำให้รายได้ “จริง” ที่เหลือใช้จ่ายลดลงทุกปีโดยที่ตัวเลขบนสลิปเงินเดือนยังดูเหมือนเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจาก SHRM ชี้ว่า เมื่อต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นจนกินสัดส่วนรายได้เกินเกณฑ์ที่รับได้ พนักงานมักไม่โวยวายเรียกร้องใด ๆ แต่จะค่อย ๆ ลดความทุ่มเทในงานลง แอบมองหางานใหม่อยู่เงียบ ๆ และสุดท้ายลาออกโดยไม่บอกเหตุผลที่แท้จริง

งานวิจัยจาก University of the West of England ที่ศึกษาพนักงานกว่า 26,000 คนเป็นเวลา 5 ปีต่อเนื่อง พบข้อค้นพบที่ชัดเจน ว่าการเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 20 นาทีต่อวัน ส่งผลเสียต่อความพึงพอใจในงานเทียบเท่ากับการถูกลดเงินเดือน 19% และยิ่งเดินทางนานขึ้น ระดับความเครียด ความวิตกกังวล และอาการนอนไม่หลับก็เพิ่มขึ้นตาม

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นที่ศึกษาพนักงาน white-collar จำนวน 550 คน อธิบายกลไกนี้ว่า การเดินทางไกลบั่นทอน “ทรัพยากร” สำคัญสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ และสมาธิ ก่อนจะถึงโต๊ะทำงานด้วยซ้ำ พนักงานที่ตีห้าครึ่งอยู่ในรถและเผชิญรถติดยาวเหยียด ไม่ได้มาถึงออฟฟิศตอนเก้าโมงพร้อมพลังงานเต็มเปี่ยม พวกเขามาพร้อมความเหน็ดเหนื่อย หงุดหงิด และขีดจำกัดความอดทนที่ลดลงไปแล้วตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าประตูออฟฟิศ

“การเดินทางนานขึ้นสัมพันธ์กับ organizational commitment ที่ลดลง และ subjective well-being ที่แย่ลง เพราะพลังงานที่ใช้ไปกับการเดินทางหมายถึงพลังงานที่เหลือน้อยลงสำหรับทั้งงานและครอบครัว”

— Emre & Spiegeleare (2019) งานวิจัยด้าน Work-Family Conflict และการเดินทางไปทำงาน · International Journal of HRM

Work-Family Conflict ชีวิตครอบครัวที่ถูกมองข้าม

นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Work-Family Conflict (WFC) ความขัดแย้งระหว่างความต้องการของงานกับความต้องการของครอบครัว

พนักงานที่เดินทางไกลมักตัดสินใจออกจากบ้านเร็วขึ้น 30 – 60 นาทีเพื่อเลี่ยงรถติด นั่นหมายความว่าพวกเขาพลาดมื้อเช้ากับครอบครัว พลาดช่วงเวลาส่งลูกไปโรงเรียน และกลับบ้านในเวลาที่ลูกอาจนอนหลับไปแล้ว

งานวิจัยจากจีน (MDPI) ที่ใช้ข้อมูลระดับชาติพบว่า เวลาเดินทางที่นานขึ้นมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ พนักงานหญิงที่มีลูกเล็กได้รับผลกระทบด้านผลผลิตมากที่สุด เพราะแบกรับภาระการดูแลครอบครัวไปพร้อมกับความเครียดจากการเดินทาง

เมื่อราคาน้ำมันผันผวน: จากปัญหาเรื้อรังสู่วิกฤติเฉียบพลัน

ในสภาวะปกติ พนักงานส่วนใหญ่ “ทนได้” กับค่าเดินทางที่สูง เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ และวางแผนรับมือได้พอสมควร แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับนโยบายพลังงาน หรือการลดการอุดหนุน สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงทันที

พนักงานที่เดินทางวันละ 40 – 60 กิโลเมตร และใช้น้ำมันเดือนละ 50 – 70 ลิตร จะเห็นค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นทันทีหลายร้อยบาทต่อเดือนโดยที่รายได้ไม่เปลี่ยนแปลง

นั่นคือการตัดงบประมาณครอบครัวด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร กิจกรรมของลูก หรือเงินออม

SHRM ชี้ว่าในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง พนักงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำอาจพบว่าค่าน้ำมันสำหรับการเดินทางไป-กลับงานเพียงสัปดาห์เดียว กินเวลาการทำงานเกือบเต็มวัน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้คนทำงานตั้งคำถามว่า “คุ้มไหมที่จะยังทำงานที่นี่?” “เรามีทางเลือกอื่นอีกหรือเปล่า” หรือแค่ทำงานแบบสิ้นเรี่ยวแรงไปวัน ๆ

การสำรวจของ Morgan Stanley at Work พบว่า 84% ของพนักงาน และสูงถึง 95% ของพนักงาน Gen Z มองว่านายจ้างควรมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยจัดการความท้าทายทางการเงิน ในสภาวะที่ค่าเดินทางพุ่งสูง

องค์กรที่นิ่งเฉยจะถูกตีความว่า “ไม่แคร์” และนั่นกลายเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลาออก หางานใหม่ ที่ทรงพลังกว่าที่หลายคนคิด

ผลกระทบที่ตรงถึงองค์กร: 3 มิติที่วัดได้

หลายองค์กรยังมองว่าการเดินทางของพนักงานเป็น “ปัญหาส่วนตัว” แต่งานวิจัยในระดับนานาชาติบอกตรงกันข้าม

ผลกระทบไหลทะลุเข้าสู่องค์กรใน 3 ช่องทาง ที่วัดได้อย่างชัดเจน

  1. ผลผลิตที่หายไปทุกวัน โดยไม่มีใครสังเกต งานวิจัยจาก Indian Institute of Management (IIM, 2568) พบว่าพนักงานที่เดินทางเกิน 90 นาทีต่อวัน มีประสิทธิภาพทางความคิด (cognitive efficiency) ลดลง 12 – 15% และทุก ๆ 10 กิโลเมตรที่ระยะทางเดินทางเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงราว 7 – 10% โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจ

เมื่อคำนวณในเชิงองค์กร ถ้าพนักงาน 100 คนเดินทางเฉลี่ยเกิน 90 นาทีต่อวัน และแต่ละคนสูญเสียประสิทธิภาพ 12% องค์กรกำลังจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนสำหรับผลงานที่ได้รับจริงเพียง 88% โดยที่ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในปัญหาการเดินทาง

  1. การสรรหาและรักษาคน: การแข่งขันที่องค์กรไม่รู้ว่ากำลังแพ้ CLAMPS Framework ซึ่งเป็นกรอบการวิเคราะห์ที่ใช้กันในวงการ HR ระบุ “Location” ไว้เป็น 1 ใน 6 ปัจจัยหลักที่พนักงานใช้ตัดสินใจเปลี่ยนงาน ครอบคลุมทั้งทำเลที่ตั้ง ระยะทาง และทางเลือกในการทำงาน ในตลาดแรงงานที่ผู้สมัครมีข้อเสนองานหลายใบ ระยะทางการเดินทางกลายเป็นปัจจัยตัดสินใจที่มีน้ำหนักพอ ๆ กับเงินเดือน

ตัวเลขจาก SHRM Employee Benefits Survey ยิ่งน่าตกใจ ที่พบว่ามีเพียง 12% ของนายจ้างเท่านั้นที่เสนอเงินอุดหนุนค่าขนส่งสาธารณะ และ 10% ที่ช่วยค่าจอดรถ

ขณะที่ 76% ของพนักงานในลอนดอน และ 54% ในสหราชอาณาจักรระบุว่าพร้อมลาออกเพื่อหลีกหนีการเดินทางที่ยากลำบาก หากมีทางเลือกที่ดีกว่า

  1. ต้นทุนซ่อนเร้นที่ยังไม่ถูกนับในงบประมาณ รายงานจาก GK Tours and Travels (2569) ระบุว่าระบบการเดินทางของพนักงานติดอยู่ใน 3 อันดับแรกของต้นทุนการดำเนินงานขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก เมื่อบวกต้นทุนทางอ้อมอย่างการลาป่วยที่เกิดจากความเครียดสะสม ต้นทุนการสรรหาพนักงานทดแทนผู้ที่ลาออกเพราะปัญหาการเดินทาง และผลผลิตที่หายไปทุกวัน ตัวเลขจริงจะสูงกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาสวัสดิการมาก

ข่าวดีคือ มาตรการที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่ไม่ต้องอาศัยงบประมาณก้อนใหญ่ สิ่งที่องค์กรต้องการมากกว่าคือ การมองเห็นปัญหา และความตั้งใจในการออกแบบระบบงาน ที่คำนึงถึงพนักงานจริง ๆ โดยเฉพาะในสภาวะที่ราคาพลังงานผันผวน มาตรการเหล่านี้จะยิ่งมีผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากขึ้น

นโยบาย Hybrid Work ที่ออกแบบอย่างจริงจัง

ข้อมูลจาก HR Consulting ในไทยชี้ว่าพนักงานที่มีตัวเลือก hybrid มีอัตราลาออกต่ำกว่ากลุ่มที่ถูกบังคับเข้าออฟฟิศ 5 วัน/สัปดาห์ อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ WFH 2 วัน/สัปดาห์ก็ลดค่าเดินทางได้ทันที 40% และลดความเครียดสะสมได้อีกมาก

Flexible Hours: ขยับเวลาเลี่ยงรถติด

อนุญาตให้พนักงานเลือกเวลาเข้างานในกรอบ เช่น 7:30–9:30 น. แทนเวลาตายตัว การขยับออก 30 – 60 นาทีช่วยลดน้ำมันที่เผาทิ้งตอนรถติด ลดเวลาเดินทางได้จริง และลดความเครียดก่อนเริ่มทำงานอย่างมีนัยสำคัญ

สวัสดิการค่าเดินทางที่โปร่งใสและยุติธรรม

ทบทวนโครงสร้างค่าเดินทางในองค์กร เปรียบเทียบกับราคาน้ำมันและค่าขนส่งจริงในปัจจุบัน สวัสดิการนี้ช่วยสร้าง loyalty ได้โดยไม่ต้องปรับเงินเดือนทั้งองค์กร และยังเป็นสัญญาณว่าองค์กร “มองเห็น” พนักงานอย่างแท้จริง

ระบบ Carpool ขององค์กร

จับคู่พนักงานที่อยู่เส้นทางใกล้กัน ข้อมูลจาก Liftango (ออสเตรเลีย) พบว่าโปรแกรม carpool ขององค์กรช่วยลดค่าน้ำมันต่อคนได้ 50 – 75% และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานในองค์กรไปในตัว ค่าใช้จ่ายในการตั้งระบบต่ำมากเมื่อเทียบกับผลที่ได้

วัดและทำให้ปัญหามองเห็นได้

เริ่มจากการสำรวจอย่างง่าย เช่น พนักงานกี่คนเดินทางเกิน 60 นาที? กี่คนเกิน 90 นาที? ข้อมูลนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบมาตรการที่ตรงจุด แทนที่จะทำสวัสดิการแบบเหวี่ยงแหที่ไม่โดนปัญหาจริง

สื่อสารและรับฟังเชิงรุก

ในช่วงที่ค่าเดินทางพุ่งสูง การที่ผู้บริหารแสดงให้เห็นว่า “เรารับรู้ปัญหาของคุณ” สำคัญพอ ๆ กับมาตรการที่ออกมา เพราะพนักงานไม่ได้ต้องการเพียงเงิน แต่ต้องการรู้สึกว่าองค์กรอยู่ข้างเขา

ปัญหาการเดินทางของพนักงานไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่สะสมและเติบโตมาพร้อมกับเมืองที่ขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างพื้นฐาน

ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน ปัญหาที่เคย “ทนได้” อาจกลายเป็นจุดแตกหัก และนั่นคือโอกาสที่ดีที่จะหยุดคิด แล้วตั้งคำถามว่า บริษัทออกแบบระบบงานโดยคำนึงถึงชีวิตจริงของพนักงานหรือเปล่า?

งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศพบข้อมูลตรงกัน ว่าระยะทางและเวลาในการเดินทางมีผลต่อผลผลิต ความพึงพอใจ และการรักษาพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้รอให้ราคาน้ำมันขึ้นก่อนถึงจะเกิด แต่เกิดข้ึนทุกวัน โดยไม่ได้รับความสนใจ

มาตรการที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้งบประมาณสูง สิ่งที่ต้องการมากกว่าคือ การมองเห็นปัญหาให้ชัด และ ความกล้าในการออกแบบวิธีทำงานที่แตกต่างออกไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพนักงาน ทีมงานที่มีพลังเพิ่มขึ้น และองค์กรที่แข็งแกร่งในระยะยาว

แหล่งข้อมูล

University of the West of England Commuting and wellbeing: a critical overview of the literature with direction for future research (26,000 participants, 5-year study)

R.E.A.L. Lab “The Fuel Cost Burden of Commuting to Work”

SHRM “Surging Gas Prices Take a Bigger Bite out of Workers’ Wages”

Morgan Stanley at Work Employee Financial Wellness Survey · Employee Benefit News, “Alarm over rising fuel costs adds to employee financial stress”

Liftango “Rising Fuel Prices: How Organisations Can Support Employees and Reduce Commuting Costs” (Monet McGee)

GK Tours and Travels “Why Employee Transportation Services Are the Biggest Operational Challenge”

Elevated HR “Commuter Benefits: A Smart Move for Employees and Employers”

มหาวิทยาลัยมหิดล (2568) — การวิเคราะห์รูปแบบการเดินทางและนัยต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ (อ้างอิงจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2558 และ 2566)

สภาองค์กรของผู้บริโภค “น้ำมันหมดปั๊ม ต้นทุนชีวิตผู้บริโภคพุ่ง จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน”

SHRM Employee Benefits Survey Annual Benefits Report

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA