“ผู้ชายลาเลี้ยงลูก” กฎหมายสะดุดวัฒนธรรมเอเชีย

ไต้หวันทำได้ สถิติชายลาแซงหน้าหญิง ครั้งแรก

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ชายไต้หวันลาเลี้ยงลูกแซงหน้าผู้หญิง

มีตัวเลขที่เขย่าวงการ HR ในไต้หวัน โดยผู้ชายใช้สิทธิลาเลี้ยงดูบุตรแบบไม่รับค่าจ้าง (unpaid parental leave) มีสัดส่วน 50.3% ของผู้ขอลาในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการลาของผู้หญิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สะท้อนว่าถ้าออกแบบนโยบายดีพอก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณพ่อมนุษย์งานได้จริง

ผู้ชายลาเลี้ยงลูก ปัญหาอยู่ตรงไหน?

ไต้หวันไม่ใช่ประเทศแรกในเอเชียที่พยายามดึงผู้ชายให้มีส่วนในการดูแลลูก ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พยายามทำเรื่องนี้มาก่อนหน้านั้น เพื่อจะพบว่า ..ไม่ได้ผล

ญี่ปุ่น – กฎหมายก้าวหน้า แต่ประชาชนไม่ใช้สิทธิ

ญี่ปุ่นมีระบบลาเลี้ยงดูลูกที่ถือว่าทุ่มทุนมาก โดยทั้งพ่อและแม่ลาได้สูงสุดถึงหนึ่งปี และได้รับเงินทดแทน 61% ของเงินเดือน

แต่ตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุขและแรงงานญี่ปุ่น ปี 2566 พบว่า ผู้หญิงใช้สิทธิถึง 80% ขณะที่ผู้ชายใช้สิทธิแค่ 17.13% เท่านั้น

งานวิจัยจาก IMF ชี้ว่า ในปี 2565 ผู้ชายลาเลี้ยงลูก โดยเฉลี่ยแค่ 41 วัน จากสิทธิที่ได้รับ 50 สัปดาห์ และผลสำรวจพบว่า กว่า 80% ลาน้อยกว่าที่ต้องการ

ผู้ชาย 25.9% ที่ไม่ลา ระบุสาเหตุว่า

“บรรยากาศในองค์กร หรือหัวหน้า ไม่เอื้อ”

เกาหลีใต้ – ตัวเลขเริ่มเปลี่ยน แต่ยังห่างเป้า

ในปี 2558 ผู้ชายเกาหลีที่ใช้สิทธิลาดูแลบุตรคิดเป็น 5.6% ของผู้ขอลาทั้งหมด

ปี 2567 พุ่งขึ้นเป็น 28% และในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 สัดส่วนผู้ชายลาดูแลบุตรแตะ 36.4% ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ ส่วนปี 2568 จำนวนพ่อที่ลาเลี้ยงบุตรเพิ่มขึ้น 60.6% จากปีก่อน

แม้ตัวเลขจะดูน่าประทับใจ แต่ถ้านับผู้ที่มีสิทธิทั้งหมด อัตราการใช้สิทธิจริงของผู้ชายเกาหลี รวมทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่ที่เพียง 6.8% เท่านั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2570 และ 70% ภายในปี 2573

บทเรียนร่วมกันของทั้งสองประเทศ คือ กฎหมายดีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การใช้สิทธิจริงก็อาจเป็นอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ “วัฒนธรรมองค์กร” ความกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเทกับงาน กังวลว่าจะถูกข้ามหน้าในการเลื่อนตำแหน่ง และบรรทัดฐานเพศที่ฝังรากลึกว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ผู้หญิง

แล้วไต้หวันทำอะไร?

กระทรวงแรงงานไต้หวันรายงานว่า นับตั้งแต่เริ่มนโยบาย “ลาแบบรายวัน” (day-based unpaid parental leave) จำนวนผู้ขอลาสะสมแตะ 11,950 คน หรือ 26.1% ของผู้ขอลาเลี้ยงบุตรทั้งหมด และมีการยื่นคำขอรวม 24,624 ครั้ง คิดเป็น 40.9% ของคำขอลาทั้งหมด

จุดเด่นของนโยบายนี้คือ ความยืดหยุ่น พ่อและแม่ไม่ต้องลาหยุดเป็นก้อนใหญ่ครั้งเดียว แต่สามารถลาเป็นรายวันได้สูงสุด 30 วัน (รวมทั้งคู่ไม่เกิน 60 วัน) และยังคงได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 80% ของเงินเดือน ผู้ชายจึงไม่ต้องเลือกระหว่างลูกกับงานอีกต่อไป

รัฐบาลไต้หวันยังอุดหนุนนายจ้างด้วย โดยบริษัทขนาดเล็กและไมโครจะได้รับเงิน NT$1,000 ต่อวันลาที่อนุมัติ ทำให้ความกังวลเรื่องใครจะทำงานแทนลดลง ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีบริษัทผ่านเกณฑ์รับสิทธินี้แล้ว 989 แห่ง

ไต้หวันยังประกาศ ยุทธศาสตร์ประชากรแห่งชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การเกิดจนถึงการศึกษา รวม 18 มาตรการ เช่น

  • เงินอุดหนุน NT$5,000 ต่อเด็กหนึ่งคนต่อเดือน ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 18 ปี
  • ขยายลาคลอดจาก 8 เป็น 12 สัปดาห์
  • หากทั้งพ่อและแม่ลาเลี้ยงบุตรพร้อมรับเงินช่วยเหลือครบ 6 เดือน จะได้รับเงินเพิ่มอีกฝ่ายละ 3 เดือน

ประเทศไทย มีกฎหมาย แต่ไม่มีข้อมูล

ประเทศไทยเพิ่งก้าวขึ้นมายืนตรงจุดที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยยืนเมื่อหลายปีก่อน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการปฏิวัติเงียบของสิทธิคุณพ่อไทยในภาคเอกชน เพราะเป็นครั้งแรกที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างชายในภาคเอกชนมีสิทธิลา 15 วันทำการ เพื่อช่วยเหลือคู่สมรสหลังคลอด โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับจากวันคลอด

ก่อนหน้านี้ สิทธิลาสำหรับคุณพ่อมีเฉพาะสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยยังขาด คือข้อมูล ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลสถิติว่าผู้ชายไทยใช้สิทธิลาเลี้ยงบุตรจริงกี่สักเปอร์เซ็นต์ ต่างจากไต้หวันที่กระทรวงแรงงานรายงานตัวเลขรายเดือน และการเปิดเผยข้อมูลแบบนี้เองที่สร้างแรงกดดันให้นโยบายต้องพิสูจน์ตัวเองและพัฒนาต่อไป

ไทยยังไม่มีกลไกสนับสนุนนายจ้างอย่างไต้หวัน ไม่มีระบบอุดหนุนรายวันสำหรับ SME ที่รับภาระแทนพนักงาน และยังไม่มีนโยบายลาแบบยืดหยุ่นเป็นรายวันที่พิสูจน์แล้วว่าดึงผู้ชายเข้ามาใช้สิทธิได้จริง

ช่องว่างระหว่าง “สิทธิ” กับ “การใช้สิทธิ” คือโจทย์ที่รออยู่

ประสบการณ์จากเอเชียและตัวเลขของไต้หวันบอกเราชัดเจนว่า สิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชายได้ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่คือ
การออกแบบนโยบายที่ลดต้นทุนการใช้สิทธิ (ยืดหยุ่น จ่ายเต็ม ไม่กระทบอาชีพ)

วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความเป็นพ่อ ที่มีบทบาทในการดูแล

ระบบติดตามข้อมูล และการเปิดเผยตัวเลขอย่างโปร่งใส

ไต้หวันใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผู้ชายใช้สิทธิลาแซงหน้าผู้หญิง ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มนับหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูล

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA