“งานหนัก ไม่เคยฆ่าใคร” สู่เทรนด์ Quiet Quitting ที่ต้องจับตา

“ทำงานหนัก” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไม่มีความหมายของคำนี้

ส่วนในภาษาอังกฤษ คำว่าทำงานหนัก หรือ Hardworking พจนานุกรม Cambridge ให้ความหมายว่า คือการทำงานปริมาณมาก หรือใช้ความพยายามและความอุตสาหะอย่างมากในการทำงาน

ถ้าลองดูความคิดเห็นในโลกออนไลน์ งานหนักมักเชื่อมโยงกับ งานที่หนักกาย หนักใจ หนักสมอง ใช้เวลามาก มีความกดดันสูง ความรับผิดชอบสูง ปริมาณงานมาก ไม่มีเวลาหยุดพัก ค่าตอบแทนไม่คุ้มเหนื่อย

ดังนั้นจึงไม่มีนิยามชัด ๆ ว่า ต้องทำงานกี่ชั่วโมง ถึงจะเรียกว่า งานหนัก แต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ลักษณะงาน และความรู้สึกของแต่ละคน

ว่ากันว่า เวลามีเพื่อนหรือคนรู้จักมาบ่นให้เราฟังว่า “ช่วงนี้ทำงานหนักมาก” “ไม่มีเวลาพักเลยงานเยอะมาก” การบ่นแบบนี้ มักจะมีนัยยะแฝงไว้นิด ๆ ว่าฉันทำงานเยอะ เป็นคนขยัน ทุ่มเทให้กับการงานนะจ๊ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเราเชื่อว่า งานหนัก จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ปลายทาง

ใครบอก ว่างานหนักเป็นเรื่องดี   

การทำงานหนักถูกพูดถึงในปรัชญาและความเชื่อต่าง ๆ ในหลายวัฒนธรรม

ยุคกรีกโรมันโบราณ การทำงานหนักถือเป็นจริยธรรมศีลธรรมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะเป็นคนดีได้ต้องทำงานหนัก

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ไอเดียเรื่องการทุ่มเททำงานที่คนปัจจุบันยังยึดถือตามจนถึงทุกวันนี้ น่าจะมีที่มาจากแนวคิดของศาสนาคริสต์โปรแตสแตนต์ในช่วงศตวรรษที่ 16 – 17 (พิวริตัน Puritan) ที่อพยพเข้าไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกายุคก่อตั้งประเทศ

พวกพิวริตันเรียกแนวคิดเรื่องการทำงานของตนเองว่า จริยธรรมการทำงาน (Puritan Work Ethics) ซึ่งสรุปใจความได้ว่ามนุษย์ที่ดีต้องทำงานหนัก เพื่อพิสูจน์ศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า การทำงานหนักสะท้อนถึงความทุ่มเทในทางจิตวิญญาณ ผู้ที่ทำงานหนักย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดี ทุกคนจำต้องทำงานหนักเพื่อผลักดันสังคมไปข้างหน้า และสร้างสวัสดิภาพโดยรวมให้กับสังคม ในทางกลับกัน การไม่ทำงานและความเกียจคร้าน คือ บาป

แนวคิดพิวริตันถูกพัฒนาต่อ ๆ มา โดยตัดเรื่องการทำงานเพื่อพระเจ้าออก และถูกนำไปใช้ในยุคทุนนิยมแพร่ขยาย
นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 สังคมยุคนั้นมองว่า คนเรามีชั่วโมงในแต่ละวันจำกัด ถ้าอยากได้เงินมาก ก็ต้องทำงานมากเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง แถมการทำงานยังสร้างผลผลิตให้ระบบเศรษฐกิจ สังคมก็ได้ประโยชน์ ในยุคนั้นการทำงานหนักคือการทำงานวันละ 15 – 16 ชั่วโมงในโรงงาน

ส่วนในบ้านเรา หลายคนอาจเคยได้ยิน “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” วลีนี้เกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2502 – 2506 ที่ผู้นำพยายามชี้ชวนให้เชื่อว่า “งานเป็นแหล่งที่มาของความสุข” ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการประกาศใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2504 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตโดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นธงนำ และจำเป็นต้องนำพาประชาชนที่มีชีวิตชิว ๆ ในไร่นา ให้กลายมาเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดการจ้างงาน

งานหนักในศตวรรษที่ 21

แม้ว่างานในยุคปัจจุบันจะไม่ได้ใช้เวลายาวนานเหมือนในอดีต ข้อมูลจาก Our World In Data ชี้ว่ายุคปัจจุบัน ชาวอเมริกันทำงานเฉลี่ย 35 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ขณะที่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในปี 1900 ชาวอเมริกันทำงานตกอาทิตย์ละ 60 ชั่วโมง ข้อดีอีกอย่างของคนในยุคนี้คือ มีวันหยุดวันพักร้อนมากขึ้น

แต่งานในยุคปัจจุบันมีความเข้มข้นสูง นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่างานในอดีตทำในที่ทำงานเสร็จ ถือว่าจบ แต่งานยุคปัจจุบันมีความซับซ้อน ต้องการความไว ยิ่งมีเทคโนโลยีที่ทำให้ติดต่อสื่อสารได้รวดเร็ว ก็เกิดความคาดหวังว่าคนทำงานจะต้องตอบสนองได้ตลอดเวลา

งานหนักในปัจจุบัน จึงเป็นการคาดหวังให้คนทำงานต้องทำงานนอกเหนือเวลางานด้วย

ยิ่งในสังคมที่มีความแข่งขันและกดดันกันสูง คนหนุ่มสาวอยากประสบความสำเร็จเร็ว ๆ ก็ยิ่งอยากทุ่มเททำงานหนัก เรามักจะได้ยินข่าวเสมอ ๆ ว่ามีผู้ที่เสียชีวิตจากการทำงานหนักในประเทศต่างๆ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมถึงไทยก็เคยมีมาแล้ว

นั่นสะท้อนว่าเอาเข้าจริงแล้ว แต่ละประเทศ แต่ละวัฒนธรรมให้คุณค่ากับการทำงานหนักคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ในสังคมตะวันออก เน้นหนักถึงคุณค่าของการทำงานหนักเพื่อส่วนรวม เพื่อบริษัท เพื่อประเทศชาติ มากกว่าฝั่งตะวันตก ขณะที่ฝั่งตะวันตก ให้คุณค่ากับการทำงานหนักโดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิต ความก้าวหน้าทางอาชีพ และความสำเร็จทางการเงินในระดับปัจเจกบุคคลมากกว่า

Work Life Balance มาแรง “งานหนัก” ว่ายังไง

คนรุ่นใหม่ในช่วงหลายสิบปีมานี้ แสวงหาการทำงานที่ตอบโจทย์ Work Life Balance มากขึ้น

“ความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่งานกับเงินเหมือนแต่ก่อน แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างสมดุลชีวิต ระหว่างการงานกับชีวิตส่วนตัว รวมถึงการดูแลคนในครอบครัว

งานสำรวจชื่อ Monitoring the Future สำรวจความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ชาวอเมริกัน พบว่าคนรุ่นใหม่มองว่างานไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิต และไม่ทำงานเกินเวลาเหมือนคนรุ่นก่อนหน้า เป็นเหตุให้คนรุ่นเก่าหรือนายจ้างมองว่าพนักงานเจน Z พวกนี้ขี้เกียจ และเข้ากับที่ทำงานไม่ได้

มีศัพท์ใหม่ในแวดวงการงานทำงานว่า “Quiet Quitting” สื่อความหมายง่าย ๆ ว่า “พอกันทีงานหนัก”

หมายถึงการไม่ทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Job description ของตัวเอง และไม่ทำงานล่วงเวลา เพราะไม่อยากเครียดจากงาน และไม่อยากหมดไฟกับงาน เลยเลือกที่จะทำงานเท่าที่จำเป็น

ส่วนในจีน ก็มีแนวคิดเรื่อง “ถั่งผิง” (Tang Ping แปลว่านอนราบ) เพราะสังคมจีนมีความเคร่งเครียดและแข่งขันสูง ทั้งการเรียนและการหางาน แถมชั่วโมงการทำงานยาวนานหนักหน่วง คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าการดิ้นรนใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า ได้ไม่คุ้มเสีย มองไม่เห็นอนาคต จึงเลิกดิ้นรนต่อสู้ชีวิตทางการงานและเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ชาวจีนยังคงทำงาน แต่ไม่สนใจการซื้อรถ ซื้อบ้าน ทำงานล่วงเวลา และการเลื่อนตำแหน่ง พูดง่าย ๆ คือ ใช้ชีวิตแบบเอาตัวรอดไปในแต่ละวันก็พอแล้ว

โดยเฉพาะในสังคมที่การทำงานหนัก ไม่ได้การันตีว่าจะนำไปสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิตเสมอไป ก็ยิ่งชวนให้เกิดคำถามว่า แล้วเราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไรกัน

เรื่อง : พงศธร สโรจธนาวุฒิ

ข้อมูล :

www.economist.com/
ourworldindata.org/
medium.com/
www.bbc.com/