มนุษย์งาน 40% โสด แต่ไม่ได้ประโยชน์จากสวัสดิการ

ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ถ้าหัวหน้างานต้องจัดเวรให้มีคนอยู่ดูแลงาน เป้าหมายแรกที่จะถูกเลือก เชื่อว่าไม่พ้นงานจะไปตกที่ “คนโสด” “คนไม่มีครอบครัว”

40% มนุษย์งานไทย “โสด”

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประจำปี 2566 ทำให้เห็นภาพชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย เพราะเทียบได้กับจำนวนประชากรของหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง สวีเดน ฟินแลนด์ เลยทีเดียว

มีข้อมูลด้วยว่า กลุ่มวัยทำงานที่ “โสด” ไม่ได้เลือกที่จะโสดเพียงเพราะสบายใจดี แต่ที่หลายคนโสดก็ด้วยความจำเป็น-จำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชั่วโมงการทำงานที่สูงจนไม่มีเวลาสร้างและสานต่อความสัมพันธ์อันจะนำไปสู่การมีคู่ ภาระทางเศรษฐกิจ ราคาที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ

เกือบ 7 ใน 10 ของวัยทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะหมดไฟ หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟ (12% หมดไฟแล้ว + 57% เสี่ยงสูง)

ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มประชากรโสด มีแต่จะเดินหน้า คาดการณ์กันว่า Gen Y และ Gen Z จะมีสัดส่วนคนที่ไม่แต่งงานตลอดชีวิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งการศึกษาสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง ยิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตโสดเพิ่มขึ้น

สวัสดิการส่วนใหญ่จัดให้ “ครอบครัวแบบดั้งเดิม”

Amatonormativity

คำนี้หมายถึงการที่สังคมคิดกันว่าการแต่งงานและมีครอบครัว คือรูปแบบชีวิตที่ดีที่สุด ความเชื่อนี้ฝังรากลึกทั้งในสังคมไทยและสังคมอื่น ๆ ในโลกมาตั้งแต่ในอดีต

รายการสิทธิสวัสดิการที่พนักงานโสดในไทยมักจะไม่ได้รับ แต่เพื่อนร่วมงานที่มีครอบครัวได้รับ มีดังนี้

• วันลาคลอดบุตร / ลาดูแลบุตรแรกเกิด

• ค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมคู่สมรสและบุตร

• เงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร

• ค่าของขวัญในโอกาสแต่งงาน คลอดบุตร

• การลดหย่อนภาษีสำหรับคู่สมรสและบุตร

• เงินช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับครอบครัว

แม้นโยบายเหล่านี้มีเหตุผลที่ดี และจำเป็นสำหรับพนักงานที่มีครอบครัว แต่ปัญหาอยู่ที่ระบบซึ่งไม่ถูกออกแบบให้ครอบคลุมคนทำงานทุกคน

3 ปัญหาใหญ่ที่มนุษย์งาน “โสด” ต้องเผชิญ

1 ภาระงานที่ไม่เท่าเทียม

พนักงานโสดมักจะถูกคาดหวังให้ “รับงานแทน” เพื่อนร่วมงานที่มีครอบครัว ที่พบได้บ่อย เช่น การถูกมอบหมายให้ทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือสงกรานต์ หรือถูกขอให้ยืดเวลาทำงานล่วงเวลาเพราะ “ไม่ต้องรับลูกจากโรงเรียน” หรือถูกส่งไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศบ่อยกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

“คนโสดก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่นะ น่าจะมีวันหยุดพาพ่อแม่ป่วยไปหาหมอมั่ง ทดแทนลาคลอด”

— เสียงจากพนักงานโสดในเว็บบอร์ดไทย

2 สวัสดิการที่คุ้มค่ากว่าสำหรับพนักงานที่มีครอบครัว

สวัสดิการส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนพนักงานที่มีครอบครัว เช่น

• ประกันสุขภาพ บริษัทส่วนใหญ่ที่มีประกันสุขภาพกลุ่มจะขยายความคุ้มครองไปยังคู่สมรสและบุตร โดยนายจ้างออกค่าใช้จ่ายบางส่วน พนักงานโสดที่ได้รับสวัสดิการจำนวนเงินเท่ากัน แต่ใช้ได้เพียงสำหรับตัวเองนั้น แท้จริงแล้วได้รับ “มูลค่า” น้อยกว่า

• ภาษีและสิทธิประโยชน์จากรัฐ กฎหมายให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ (60,000 บาท) บุตรคนละ 30,000 บาท ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรสูงสุด 60,000 บาท สิทธิเหล่านี้ล้วนเป็นสิทธิที่พนักงานโสดไม่มีทางใช้ได้

• สวัสดิการเพิ่มเติม เงินช่วยเหลือกรณีแต่งงาน คลอดบุตร ค่าเล่าเรียนบุตร ล้วนเป็นสวัสดิการที่พนักงานโสดไม่ได้รับแม้จะจ่ายเงินสมทบเท่ากัน

3 วัฒนธรรมที่มองข้าม Non-Work ของคนโสด

แม้การมีลูกและการดูแลเด็กถือเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมในการวางขอบเขตกับงาน เมื่อเทียบกับการออกกำลังกาย งานอดิเรก หรือแม้แต่การออกเดต โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความ “เสียสละเพื่อองค์กร” ทำให้ปัญหานี้ยิ่งเด่นชัด

แม้องค์กรจะมีนโยบายวันลาพักร้อน ลากิจ พนักงานโสดจำนวนมากลังเลที่จะลา เพราะกลัวจะถูกมองว่า “ไม่ได้ลาด้วยเหตุผลที่สำคัญเพียงพอ” ต่างจากเพื่อนร่วมงานที่ลาดูแลลูกป่วย ซึ่งมักได้รับการยอมรับโดยทันที

คนโสดยังเผชิญกับอีกแรงกดดันที่มักจะถูกมองข้าม นั่นคือในสังคมไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี 2565 พนักงานโสดจำนวนมากต้องแบกรับภาระในการดูแลพ่อแม่สูงวัยเพียงลำพัง ในขณะที่พี่น้องซึ่งแต่งงานแล้วมักถูกมองว่า “มีภาระครอบครัวของตัวเอง”

“โสด” ก็มี “ครอบครัว”

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ต้องแก้ไขคือการมองว่าพนักงานโสดไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว

สวัสดิการส่วนใหญ่ถูกคิดขึ้นสำหรับคนที่แต่งงานและมีลูก ทั้งที่คนกลุ่มนี้อาจมีแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ขององค์กร

ขณะที่คนโสดมีความรับผิดชอบและเครือข่ายความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลพ่อแม่ในยามป่วยไข้ การดูแลสัตว์เลี้ยงที่ถือเป็น “สมาชิกในครอบครัว” หรือมิตรสหายที่เป็น “ครอบครัวที่เลือกเอง” รวมถึงในกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีคู่หรือมักจะมีเครือข่ายเพื่อนสนิทแทนครอบครัวทางสายเลือด

สิ่งที่องค์กรทำได้

ข่าวดีคือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องตัดสวัสดิการใดออก แต่เป็นการ “ออกแบบใหม่” ให้ครอบคลุมและยืดหยุ่นมากขึ้น

1 สวัสดิการแบบ Cafeteria-Style

แทนที่จะกำหนดสวัสดิการตายตัว แต่ปรับให้พนักงานแต่ละคนมีงบประมาณสวัสดิการที่เลือกได้ตามความต้องการ เช่น เลือกค่าดูแลเด็ก ค่าดูแลผู้สูงอายุ ค่าสมาชิกฟิตเนส หรือดูแลสัตว์เลี้ยง ทุกคนได้รับมูลค่าที่เท่ากันในรูปแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเอง

2 วันลาเพื่อดูแลคนที่รัก (Carer’s Leave)

การลาเพื่อดูแลคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดที่เจ็บป่วย อยู่ระหว่างการผลักดันเป็นกฎหมาย

องค์กรที่ก้าวหน้าหลายแห่ง ไม่ได้รอกฎหมาย แต่เริ่มจัดให้พนักงานสามารถใช้สิทธินี้ ซึ่งนั่นหมายถึงการขยายนิยามคำว่า “ครอบครัว” ให้ครอบคลุมถึงพ่อแม่ และคนที่พนักงานต้องดูแล

3 ระบบจัดตารางงานที่เป็นธรรม

ใช้ระบบ “มาก่อนได้ก่อน” (First come, First served) สำหรับการล็อกวันหยุด แทนการ “คิดเอาเอง” ว่าพนักงานโสดยืดหยุ่นได้มากกว่า หากจำเป็นต้องมีคนทำงานในวันหยุดสำคัญ ควรหมุนเวียนอย่างเท่าเทียมโดยไม่นำสถานะสมรสมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา

4 สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ “แคร์” คนโสด

เปลี่ยนจาก “ครอบครัว” เป็น “คนที่คุณดูแล” ในการสื่อสารทุกช่องทาง เปลี่ยนจากการสมมติว่า “คนที่บ้านรออยู่” ที่หมายถึงลูกหรือสามี/ภรรยา เป็นการมองว่าทุกคนมีชีวิตส่วนตัวที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด


ข้อคิดสำคัญประการหนึ่งก็คือ สถานะ “โสด” “สมรส” หรือ “มีคู่” นั้นมีการสลับสับเปลี่ยนได้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยการหย่าร้าง (ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง) แยกทาง การมีคู่แบบไม่จดทะเบียน รวมไปถึงการมีสถานะ “เลี้ยงเดี่ยว” ที่ทำให้ต้องแบกรับภาระหนักยิ่งขึ้นไปอีก

องค์กรหลายแห่งที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของพนักงาน จึงมีการปรับสวัสดิการและการดูแลพนักงานให้มีความยืดหยุ่น หรือปรับเปลี่ยนได้ตามจังหวะเวลาในชีวิตของพนักงานแต่ละคน