ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ที่หมายถึง ครอบครัวที่มีเฉพาะพ่อ หรือแม่ ที่เลี้ยงลูกตามลำพัง กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็เช่นกัน
สาเหตุที่ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีหลายประการ ทั้งการเสียชีวิตของคู่สมรส การมีลูกเมื่อยังไม่พร้อม รวมถึงการเลิกลาหย่าร้าง ซึ่งเพิ่มสูงขึ้น
การเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ไม่ใช่ปัญหาโดยตัวเอง เพราะเลี้ยงเดี่ยวก็มีความสุขได้ เลี้ยงดูลูกให้เติบโตมีคุณภาพได้ คนทำงานที่เป็นผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยวสามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพได้
อย่างไรก็ตาม กลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนมากเผชิญความยากลำบาก และคนรอบข้างมักจะมองข้ามเรื่องนี้ ซึ่งส่งผลกระทบหลายอย่างตามมาทั้งด้านการงานและครอบครัว
“เลี้ยงเดี่ยว” ระดับโลก
ข้อมูลเมื่อปี 2566 จาก Make Mothers Matter (MMM) องค์กรไม่แสวงกำไรที่มีนโยบายสนับสนุนคุณแม่ทั่วโลก พบว่า เกือบ 8% ของครัวเรือนทั่วโลก เป็น “ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว” โดยในจำนวนนี้มากถึง 84% เป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยว” คิดเป็น 101.3 ล้านคน และจำนวนนี้ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
MMM พบว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกมองข้ามไป เพราะพวกเขาอาจอาศัยในครอบครัวขยายที่มีญาติพี่น้อง ซึ่งครอบครัวใหญ่ก็ช่วยประคับประคองครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยวในระดับที่แตกต่างกันไป กระนั้น สังคมยุคใหม่ กลุ่มคนวัยทำงานจำนวนมากมีความจำเป็นในการแยกตัวจากครอบครัวใหญ่และชุมชนในภูมิลำเนาเดิม โดยเฉพาะเหตุผลด้านการทำงาน ทำให้ขาดการสนับสนุนในส่วนนี้ไป
องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) รายงานว่า ประเทศสมาชิก 38 ประเทศ จนถึงปี 2573 จำนวนครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 22 – 29% ตัวอย่างเช่น จำนวนครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยวในแคนาดาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ส่วนสำนักงานสถิติออสเตรเลียรายงานในปี 2021 ว่าครอบครัวที่มีผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยว เป็นประเภทครอบครัวที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศ
จากการศึกษาของ Pew Research Center เมื่อปี 2019 พบว่า “สหรัฐฯ” มีสัดส่วนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวสูงที่สุดในโลก เด็กอายุต่ำว่า 18 ปี เกือบ 1 ใน 4 อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว โดยไม่มีผู้ใหญ่คนอื่นเลย ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเด็กทั่วโลกที่อาศัยในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวถึง 3 เท่า
ด้านสหราชอาณาจักร ณ ปี 2566 พบว่า มีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวราว 2 ล้านคน และมีเด็ก 3.3 ล้านคนอาศัยอยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว โดย 89% ของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในสหราชอาณาจักรเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
เลี้ยงเดี่ยว สไตล์ไทย
รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2530 ไปจนถึง 2556 ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 970,000 ครัวเรือน เป็น 1.37 ล้านครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นถึง 41% และเช่นเดียวกับทั่วโลก คือมากกว่า 80% เป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยว”
นอกจากนี้ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2563 ประเทศไทยมีครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยวราว 10.6% คาดการณ์ว่า ในปี 2583 จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 11.2%

เลี้ยวเดี่ยว ที่ถูกมองข้าม
ดังที่กล่าวตอนต้นว่า ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมักถูกมองข้าม ทำให้มีความเปราะบาง ทั้งเรื่องการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจและการดูแลบุตร
ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวจำนวนมากเผชิญความท้าทายในการเลี้ยงลูกเพียงลำพัง โดยไม่มีรายได้ เพราะไม่มีคนช่วยดูแลลูก ทำให้ไม่สามารถออกไปหางานได้ หรือต้องเลือกงานที่ค่าจ้างต่ำ เพื่อแลกกับเวลา
การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดียวยังอาจส่งผลให้ถูกกีดกันและตีตราจากสังคม กลายเป็นอุปสรรคในการหางานที่ดี โดย MMM พบว่า ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง ครัวเรือนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกเล็ก จะมีอัตราความยากจนสูงกว่าครัวเรือนพ่อและแม่ที่มีลูกเล็ก
ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร แม้ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 2 ใน 3 จะมีงานทำ แต่เด็ก ๆ ในครอบครัวที่มีผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยวมากถึง 43% อยู่ในภาวะยากจน เมื่อเทียบกับ 26% ในครอบครัวที่มีพ่อแม่ นอกจากนี้ ครัวเรือนเลี้ยงเดี่ยว 36% ไม่มีเงินออม
สถานการณ์คล้ายคลึงกับประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 พบว่า ครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมักจะเผชิญกับความยากลำบากทางการเงิน โดยประมาณครึ่งหนึ่งของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ที่หาได้ และประมาณ 40% ไม่มีการออมประเภทใดเลย
สถานการณ์ทางการเงินเศรษฐกิจของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ส่งผลโดยตรงต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งความเครียดจากการต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน รายได้ที่ลดลง ซึ่งอาจมีผลต่อโอกาสทางการศึกษาของลูก รวมถึงเวลาที่ใช้ทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกลดลงเนื่องจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหมดไปกับการทำงานเพื่อหารายได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก
อุปสรรคใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือสิ่งที่ Rense Nieuwenhuis รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่ Swedish Institute for Social Research แห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม
แคทเธอรีน โจนส์ อาจารย์ด้านจิตวิทยาพัฒนาการที่คิงส์คอลเลจ ลอนดอน ชี้ว่า ความเครียดมักทำให้ภาพรวมการเลี้ยงลูกยากขึ้น
“พ่อแม่เหล่านี้มักจะต้องหาเลี้ยงชีพตามลำพัง ความยากลำบากจึงเป็นทั้งเรื่องการเงินและการดูแลลูก พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมักรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอย่างมากในการเลี้ยงลูกและหารายได้ พอคิดแบบนี้ก็เครียด และความเครียดก็เป็นปัจจัยให้การเลี้ยงดูลูกกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายมากขึ้นไปอีก”
ผลก็คือพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวพยายามทำงานอย่างหนัก เพื่อหารายได้ เพื่อเลี้ยงดูลูก กระนั้น เรนเซ นิวเวนฮุยส์ รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยา สถาบันวิจัยสังคมสวีเดนแห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ให้ความเห็นว่า
“การมีงานทำ หรือทำงานหนัก อาจไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดความยากจน อย่างน้อยในสหภาพยุโรป เราก็เห็นการจ้างงานของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้น แต่ความยากจนของคนกลุ่มนี้แทบจะไม่ลดลง”
ภาครัฐดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว อย่างไร
หน่วยงานภาครัฐของไทย และต่างประเทศ เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และมีมาตรการสนับสนุนไปในทิศทางคล้ายคลึงกัน โดยของไทย
• กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีมาตรการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2558 ถึงเดือนมกราคม 2566 มีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 109,664 ราย โดยในจำนวนนี้มีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นแม่วัยใส (อายุต่ำกว่า 20 ปี) 17,936 ราย
• ศูนย์บริการแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัว ของ พม. มีบริการคำปรึกษา แนะนำอาชีพ ฝึกอาชีพ จัดหาที่พักและอาหารสำหรับแม่และเด็กระหว่างการเข้ารับการฝึกอาชีพ ให้บริการฟรีสำหรับแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกอายุ 2 – 6 ปี
• กระทรวงศึกษาธิการ มีโครงการทุนการศึกษา/กองทุนกู้ยืม
• กระทรวงแรงงาน มีโครงการฝึกอาชีพและจัดหาอาชีพให้พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว
• กระทรวงสาธารณสุข มีสถานพยาบาลที่รับฝากครรภ์ฟรี ดูแลรักษาพยาบาลหลังคลอด ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตของทั้งมารดาและบุตร ไปจนถึงสิทธิการรักษาพยาบาลต่าง ๆ
“เลี้ยงเดี่ยว” ทำไมต้องเกี่ยวกับองค์กร
การสนับสนุนจากที่ทำงาน ไม่ใช่เพื่อพนักงาน แต่ที่สำคัญ คือองค์กรเอง
แทนซินา เวกา แม่เลี้ยงเดี่ยว นักข่าว และพิธีกรรายการวิทยุสาธารณะ The Takeaway ทาง WNYC กล่าวว่าอย่างน่าสนใจ
“บริษัทต้องเห็นก่อนว่า ในองค์กรมีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่ เพราะส่วนใหญ่มักคิดเอาเองว่าทุกครอบครัวอยู่กันเป็นคู่ พนักงานมีลูกแปลว่ามีอีกคนที่ช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งนั่นไม่ใช่สถานการณ์ของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว”
และเมื่อบริษัทคิดว่าพนักงานทุกคนมีอีกคนที่ช่วยแบกเรื่องที่บ้าน บริษัทก็จะเรียกร้อง “เวลา” ที่พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่สามารถตอบสนองได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของพนักงาน ผลที่ตามมาคือประสิทธิภาพการทำงานที่ตกต่ำถดถอย
การวิจัยพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดที่ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องขององค์กรและวัฒนธรรมการทำงาน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงมุมมองและระบบการทำงานเป็นทางออกของเรื่องนี้ โดยเริ่มได้จาก
ปรับวิสัยทัศน์ หนุนเสริมบุคลากรเลี้ยงเดี่ยว
บริษัทต้องไม่ใช้บรรทัดฐาน “พนักงานในอุดมคติ” กับกลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งจะทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มด้อยประสิทธิภาพ แต่จะต้องหาทางสนับสนุนเพื่อดึงศักยภาพของคนกลุ่มนี้ออกมาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเริ่มต้นได้ที่วิธีคิดที่ว่า
“พนักงานทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งในงานและนอกการงาน”
จะทำให้เห็นว่า กลุ่มเลี้ยงเดี่ยวแบกหนักกว่า เพราะไม่มีตัวหาร ไม่มีคนช่วยแชร์ อันจะนำไปสู่คำถามถัดไปได้ว่า แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี
ความช่วยเหลือด้านการดูแลเด็ก
การดูแลเด็กเป็นไฟลต์บังคับสำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ในการสำรวจทั่วประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายน 2020 โดย Society for Human Resources Management พบว่า พนักงานเอกชน 87% ระบุว่า บริษัทคือภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือในด้านการดูแลเด็กหรือบริการด้านการศึกษาได้ดีที่สุด ยิ่งกว่ารัฐบาลเสียอีก อย่างไรก็ตาม มีเพียง 8% ขององค์กรเอกชนในสหรัฐฯ ที่จัดความช่วยเหลือดังกล่าวแก่พนักงาน
สิ่งที่บริษัททำได้คือ การอุดหนุนหรืออำนวยความสะดวกในการดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านสถานที่ ค่าใช้จ่าย หรือการมีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยวสามารถมุ่งความสนใจไปที่งานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลลูก
เสริมสุขภาพใจ
ต้องทำงานหนัก เลี้ยงลูกไปด้วยตามลำพัง เป็นใครก็เครียด สวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพใจให้กับพนักงานจึงเป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น การจัดฝึกอบรม จัดที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต การตั้งกลุ่มสนับสนุน หรือทรัพยากรอื่น ๆ ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับพนักงานที่เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่ยังเป็นผลดีกับพนักงานทุกคนในองค์กรด้วย
อย่างทิ้ง “เลี้ยงเดี่ยว” ไว้ข้างหลัง
เริ่มจากการระมัดระวังการสื่อสาร ถ้าเริ่มต้นจากการมีมุมมองที่ตรงกับความเป็นจริง ว่าคนมีลูก ไม่จำเป็นต้องมีคู่ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ จะไม่เชิญชวนว่าสำหรับ “คู่รัก” หรือ “พาคู่สมรสมาด้วย” ซึ่งกลายเป็นการปิดประตูใส่พนักงานกลุ่มเลี้ยงเดี่ยว
ขณะเดียวกัน ต้องไม่คิดเอาเองว่า พอเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้ว พวกเขาคงจะมีชีวิตวุ่นวาย ไม่อยากได้งานเพิ่ม ไม่เอาจ็อบพิเศษ หรือไม่อยากทำงานที่ต้องเดินทางไกล สิ่งที่ดีกว่าคือ ถามตรง ๆ เพื่อไม่ให้การคิดเอาเองกลายเป็นการปิดโอกาสพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว
เป็นไปได้ว่า คนกลุ่มนี้จะทำงานให้กับองค์กรได้อย่างคุ้มค่า เพียงแต่ต้องเปิดช่องทางให้พวกเขาได้สะท้อนสถานการณ์ชีวิต และความต้องการการสนับสนุน ซึ่งอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่องค์กรจัดให้ได้ เช่น การยืดหยุ่นเวลา หรือสถานที่ในการทำงาน การวัดที่ผลงาน ไม่ใช่กระบวนการทำงาน เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม :
พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว แกร่งกว่าที่คิด
เรื่องในบ้าน ที่ทำงานควรรู้?!!
ข้อมูล :
รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 โฉมหน้าครอบครัวไทย ยุคเกิดน้อย อายุยืน
เปิดสถิติคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว Single Mom ยุคใหม่ เทรนด์ที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย
Leave no single mother Behind: solutions from across the world
Despite financial gains, some single parents are still in ‘panic mode’
U.S. has world’s highest rate of children living in single-parent households
How Companies Can Support Single Parents
Single parents facts and figures