Slow Productivity ออกจากวังวน “ยุ่งทั้งวัน แต่ไม่ได้งาน”

ลองนึกดูว่า ในหนึ่งวัน ที่เราตอบอีเมล เข้าประชุม และจัดการงานเล็กงานน้อยแทบไม่หยุดมือ

แต่พอตกเย็นรู้สึกว่า เราหมดเวลาไปกับงานกระจุกกระจิก จนเหมือนยังไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญ ๆ เลยสักอย่าง

นี่คือสิ่งที่ Cal Newport นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จาก Georgetown University เจ้าของผลงาน Slow Productivity: The Lost Art of Accomplishment Without Burnout (2024) เรียกว่า Pseudo – productivity หรือ “ผลผลิตปลอม ๆ” ความยุ่งที่ไม่ได้งาน และมันคือจุดเริ่มต้นของอาการ burnout ที่กำลังระบาดในที่ทำงานทั่วโลก

“ยุ่งทั้งวัน” ทำไมไม่ได้งาน?

Newport อธิบายว่า แม้การทำงานปัจจุบันจะเปลี่ยนไป แต่เราส่วนใหญ่ยังเคยชินอยู่กับวิธีคิดวิธีการของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่วัดประสิทธิผลจาก “การเห็นได้ว่ากำลังทำงาน” อาจเพราะงานในยุคนั้นเน้นการผลิตแบบในโรงงาน การทำงานจึงหมายถึงการปรากฏตัวเป็น ๆ ทำงานกันเห็น ๆ ความคุ้นเคยแบบที่ว่าก็เลยติดมาจนถึงยุคนี้ ที่ใครก็ตามถ้าตอบอีเมลเร็ว เข้าประชุมครบทุกแมตช์ และพร้อมทำงานตลอดเวลา ถือว่า “ดีเลิศ” ไม่ว่าผลลัพธ์จริงจะเป็นอย่างไร

แต่งานยุคใหม่ที่เป็น Knowledge work ที่ต้องคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ ดังนั้น การใช้ตรรกะเก่าดังที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะความคิดที่ดีต้องการจังหวะเวลา ไม่ใช่ความรีบเร่ง

Newport เสนอปรัชญาทางเลือกที่เรียกว่า Slow Productivity ซึ่งไม่ได้แปลว่า “ทำงานช้า ๆ” แต่คือการทำงานที่มีความหมาย โดยไม่ทำลายตัวเองระหว่างทาง ซึ่งประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ

  1. ทำให้น้อยลง แต่ทำให้ดีขึ้น Do Fewer Things


รับงานน้อยลง มุ่งมั่นกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ Newport แนะนำให้แยก “กล่องพักงาน” (Holding Tank) ออกจาก “งานที่กำลังทำ” (Active List) เพราะทุก Commitment ใหม่มาพร้อมภาระงานบริหารที่ดูดพลังงานอย่างเงียบ ๆ

ขยายความอีกนิด Newport อธิบายว่า แทนที่พอมีงานใหม่หรือไอเดียใหม่เข้ามา เราจะโยนเข้า To Do List ทันทีจน To Do List ยาวอย่างน่าท้อแท้ และบ่อยครั้งเป็นไปไม่ได้จริง ฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบตกปากรับคำ แต่จับมาพักไว้ก่อน หรือทำตามขั้นตอน ดังนี้

งานใหม่เข้า → เอาลงใน Holding Tank ก่อนเสมอ → ทบทวนเป็นระยะ (แนะนำว่าสักสัปดาห์ละครั้ง) → ถ้า Active List มีพื้นที่ ค่อยดึงงานจาก Holding Tank ขึ้นมา

สิ่งสำคัญคือ ไม่มีงานใดข้ามไปอยู่ใน Active List โดยตรง แม้แต่งานเร่งด่วน ยกเว้นจะเอางานเก่าออกไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้น ทุกงานก็จะพากันล่าช้าปิดจ็อบไม่ลงกันไปหมด

2. รับงานแบบเข้าใจชีวิต Work at a Natural Pace

งานสำคัญ ต้องไม่รีบ Newport แนะนำให้วางแผน 3 – 5 ปีล่วงหน้า ขยายไทม์ไลน์เป็น 2 เท่าจากที่ประมาณการณ์ไว้ และยอมรับว่าความเข้มข้นของงานไม่ควรอยู่ในระดับสูงสุดตลอดปี แต่ธรรมชาติมนุษย์ ควรมีช่วงที่ “เข้มข้น” และ “ช่วงชิว” ด้วย

3. คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ Obsess Over Quality

ยอมปฏิเสธบางโอกาส เพื่อรักษาคุณภาพสูงสุด Newport ชี้ว่านี่คือกลยุทธ์ระยะยาว เพราะผลงานที่ดีสร้างอำนาจต่อรองมากขึ้น และอำนาจต่อรองนำมาซึ่งอิสรภาพในการเลือกวิธีทำงานของตัวเอง

สิ่งที่ Slow Productivity ไม่ได้พูดตรง ๆ แต่ซ่อนไว้ในทุกหน้าคือ เวลาที่เราหยุดจากงานได้จริง คือเวลาที่กลับไปเป็นพ่อแม่ เป็นคนรัก และเป็นสมาชิกครอบครัวได้อย่างเต็มตัว

หลักการ Seasonal Variation ตรงกับชีวิตจริงของคนทำงานที่ต้องดูแลครอบครัว ช่วงปิดเทอมลูก ช่วงพ่อแม่ป่วย ช่วงหลังคลอด คือเป็นช่วงที่งานควรเบาลง ไม่ใช่หนักขึ้น และองค์กรที่ดีควรออกแบบงานให้รองรับจังหวะชีวิตจริงของมนุษย์ ไม่ใช่ให้พนักงานต้องเก็บชีวิตจริงใส่กระเป๋าก่อนเข้าประตูออฟฟิศ

หลักการ Do Fewer Things ยังตอบโจทย์ปัญหาที่พบบ่อยของมนุษย์แบก คือการรับปากมากไปเพราะกลัวถูกมองว่า “ไม่ทุ่มเท”

วิธีที่ Newport แนะนำคือ ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เพื่อเหลือพลังไว้ทำสิ่งที่สำคัญกว่า ก็คืองานที่มีความสำคัญ และครอบครัว

“งานที่ดีต้องการพื้นที่หายใจ ความสัมพันธ์ที่ดีก็เช่นกัน”

Slow Productivity ไม่ใช่หนังสือที่สมบูรณ์แบบ Newport เองก็รู้ดี

มีข้อท้วงติงที่น่ารับฟังอยู่หลายประการ

ประการแรก หนังสือเล่มนี้เขียนสำหรับ Knowledge workers อย่างนักเขียน โปรแกรมเมอร์ นักวิชาการ คนทำงานอิสระที่ควบคุมตารางงานตัวเองในระดับหนึ่ง แต่สำหรับพนักงานที่ทำงานเป็นกะ ต้องรูดบัตรเข้าออก หรืองานที่ยังวัดผลแบบเดิม ๆ คำแนะนำเรื่อง “ขยาย timeline” ฟังดูจะห่างไกลชีวิตจริงไปไกลโข

ประการที่สอง Newport ไม่ได้แตะโจทย์เชิงระบบมากพอ การที่พนักงานรู้สึกว่าต้อง “ทำให้ดูยุ่งเข้าไว้” ก็เพื่อตอบโจทย์วัฒนธรรมองค์กร และโครงสร้างการประเมินผลที่ยังวัดความยุ่งแทนที่จะวัดผลลัพธ์ อยู่ ๆ จะให้มา Slow Productivity อยู่คนเดียวกน่าจะไม่ได้

ประการที่สาม ข้อเสนอเรื่อง Obsess Over Quality ฟังดูน่าจะเหมาะกับคนที่มีความมั่นคงในชีวิตพอสมควร มีคู่ชีวิตที่แบ่งเบาภาระ หรือมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะ “slow” ได้ แต่ถ้าเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือครอบครัวรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ “การรอให้ถึงเวลาที่ใช่” อาจจะทำรายได้ไม่เพียงพอจะเลี้ยงตัวและครอบครัว

Slow Productivity จึงไม่น่าจะเป็นไอเดีย self – help สำหรับคนทำงาน แต่เป็นเหมือน “กระจก” สำหรับองค์กร ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าถ้าพนักงานทำท่าเหมือนงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าระบบกำลังสอนให้พวกเขาทำแบบนั้น และสิ่งที่ได้มาก็อาจจะเป็นแค่ “ผลผลิตปลอม ๆ”

สำหรับองค์กรที่เริ่มเห็นความสำคัญของ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ว่ามีผลต่อคุณภาพงาน หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามตรงประเด็นว่า

วัฒนธรรมองค์กรของเราอนุญาตให้คนทำงาน (ปริมาณ) น้อยลง แต่ (คุณภาพ) ดีขึ้นได้หรือไม่?

หรือเรายังวัดคุณค่าพนักงานด้วยชั่วโมงที่ปรากฏตัว และทำท่ายุ่ง ๆ ๆ ๆ อยู่ในออฟฟิศ?

ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง บางทีอาจถึงเวลาที่องค์กรจะ Slow down ก่อนพนักงาน

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA