ที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว (Family Friendly Workplace) ถือเป็นส่วนต่อขยายจากแนวคิดสุขภาวะ/คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทำงาน หรือ Happy Workplace ซึ่งได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายมาระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากสังคมเคลื่อนตัวมาถึงจุดที่คนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักแล้วว่า ความสุขสบายทั้งกายและใจของคนทำงาน มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน โดยที่ “สมดุลระหว่างการทำงานและการดูแลครอบครัว” (Work-Family Balance) เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะที่ดีสำหรับคนวัยทำงานด้วยเช่นกัน
การสร้างที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว จึงเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญ ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรมีความรู้ความสามารถ มากประสบการณ์ให้ร่วมกันพัฒนาองค์กรให้เติบโตก้าวหน้า
กระนั้น หลายองค์กรยังสงสัยว่า แล้วอะไรหรือ คือวิธีการในการสร้างที่ทำงานให้เป็นมิตรกับครอบครัว
เครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว รวบรวม 7 กลยุทธ์ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดปัจจัยเครียด ให้กับคนทำงาน เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงในการทำงานเพิ่มขึ้น
1. การลาเพื่อดูแลลูก
สิทธิการลาเพื่อดูแลลูก สำหรับพนักงานทุกเพศ
ตามการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า องค์กรที่ให้สิทธิลาเพื่อดูแลลูกอย่างครอบคลุม จะมีระดับการรักษาพนักงานเอาไว้ได้สูง และระดับความพึงพอใจของคนทำงานก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน
2. การทำงานที่ยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นในการกำหนดรูปแบบการทำงาน ที่สำคัญได้แก่ เวลาและสถานที่ เป็นปัจจัยหลักที่จะรองรับความต้องการจำเป็นที่หลากหลายของคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากนอกสำนักงาน ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ ช่วยให้พนักงานรับส่งลูกไปโรงเรียน พาพ่อแม่หาหมอ และจัดการภาระหน้าที่อื่น ๆ ในครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น
การให้ทางเลือกที่ช่วยให้พนักงานสามารถจัดสมดุลระหว่างงานและครอบครัวได้นั้นสามารถนำไปสู่ผลงานและความพึงพอใจในงานที่สูงขึ้นได้ งานวิจัยระบุว่า 94% ของบริษัทที่มีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นรายงานว่า พนักงานมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
สิ่งสำคัญในการใช้รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น คือการปรับแนวทางการรายงาน ติดตาม และวัดประเมินผล รวมทั้งวิธีคิดวิธีการทำงาน ที่แตกต่างไปจากเดิม
3. ตารางเวลา ที่รับรู้ร่วมกัน
การสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนการมีเวลาส่วนตัว ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว บางองค์กรใช้วิธีให้พนักงานเขียนตารางเวลาที่ชัดเจนว่า เวลาใดบ้างเป็นเวลาทำงาน เวลาไหนเป็นเวลาส่วนตัว
แนวทางนี้ช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน ทำให้สมาชิกในทีมทราบถึงความพร้อมของกันและกัน และสามารถจัดการงานและภาระหน้าที่ส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ไม่ก้าวก่ายกัน
การนำเครื่องมือที่ให้พนักงานระบุช่วงเวลาส่วนตัวมาใช้ สามารถลดความขัดแย้งและยกระดับการประสานงานในทีมหรือฝ่ายได้ นอกจากนี้ยังส่งเสริมความโปร่งใสและการเคารพเวลาส่วนตัว ซึ่งนำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรมากขึ้น
4. สื่อสาร เปิดเผย ตรงไปตรงมา
การสื่อสารที่ชัดเจนและเปิดเผย เป็นสิ่งสำคัญในองค์กรที่เป็นมิตรกับครอบครัว โดยพนักงานต้องสามารถสื่อสารเกี่ยวกับความพร้อมและการใช้สิทธิของตนได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองแรงหรือว่าร้าย
การสื่อสารกันอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา สามารถป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความมั่นใจว่างานจะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นแม้พนักงานจะติดธุระส่วนตัว แต่ภารกิจการงานจะถูกจัดการ จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี
5. ผู้นำ เป็นแบบอย่าง
การจะสร้างบรรทัดฐานอะไรสักอย่างขึ้นมาในกลุ่มสังคมใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือการมีแบบอย่าง เมื่อมีผู้นำในองค์กรช่วยสร้างวัฒนธรรมความเป็นมิตรกับครอบครัวในที่ทำงาน ก็จะทำให้พนักงานคนอื่น ๆ ไม่กลัวที่จะใช้สิทธิที่ตัวเองมี เช่น พนักงานชายลาดูแลลูก การบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ครอบครัวภายในองค์กร
เมื่อผู้นำมีส่วนร่วมและสนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวอย่างแข็งขัน เท่ากับเป็นการเน้นย้ำให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของแนวทางปฏิบัตินี้ และสนับสนุนให้พนักงานรู้สึกสบายใจที่จะทำเช่นเดียวกัน
6. การสร้าง “วัฒนธรรมทีม”
ทุกคนรู้ดีว่า ความเป็น “ทีมเดียวกัน” คือสิ่งที่ควรสร้างให้เกิดขึ้น ทั้งในระดับทีมงานและองค์กร หลายองค์กรจึงมีการฝึกอบรมเสริมสร้างความเป็นทีม ทุ่มเทงบประมาณเพื่อการจัดกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานได้ใช้เวลาร่วมกัน
ที่จริงแล้ว องค์ประกอบสำคัญของความเป็นทีม คือการรับฟัง เพื่อจะเข้าใจความคิดและสถานการณ์ที่แต่ละคนเผชิญอยู่ อันจะนำไปสู่การร่วมกันรับมือปัญหา เพื่อให้ภารกิจชีวิตของบุคคล และการงานเดินหน้าสู่ความสำเร็จไปพร้อม ๆ กัน ด้วยความรู้สึกว่า นี่เป็นผลจากความร่วมมือกันของทีมของเรา องค์กรของเรา
การรับรู้ และเข้าใจถึงสถานการณ์ครอบครัว ภาระที่สมาชิกทีมต้องแบกรับ และช่วยกันประคับประคอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติ เช่น คนในบ้านเกิดการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือเกิดความจำเป็นที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ทุกคนรู้ดีว่า “เพื่อนยามยาก” สำคัญกว่า “เพื่อนกิน” ความเข้มแข็งของทีมจะเกิดขึ้นได้
การออกแบบช่องทางการสื่อสาร รับฟังซึ่งกันและกัน ประกอบกับการนำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมทีมด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง จึงจะสร้างความเป็นทีมได้อย่างแท้จริง
7. การสนับสนุนที่ตอบโจทย์ได้จริง
นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนหลัก ๆ อย่างการจัดสถานรับเลี้ยงเด็ก ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ วันลาต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่จะช่วยให้การลงทุนในการจัดสวัสดิการ ปรับสภาพแวดล้อม หรือสิ่งสนับสนุนใด ๆ เพื่อสร้างสมดุลในชีวิตให้กับพนักงานได้ตรงโจทย์ คือการรับรู้ รับฟัง สถานการณ์ในชีวิตที่พนักงานกำลังเผชิญอยู่ เพื่อจะเข้าใจ “จุดเจ็บ” (pain point) และสามารถออกแบบการสนับสนุนให้เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ และประโยชน์เกิดกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ทั้งตัวพนักงานและองค์กร