คำว่า “ครอบครัว” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง “สถาบันพื้นฐานของสังคม ที่ประกอบด้วยสามีภรรยา และหมายความรวมถึงลูกด้วย”
แต่เราทุกคนต่างทราบดีว่า ปัจจุบัน สถานการณ์ความเป็นครอบครัว ทั้งของไทย และของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปจากคำนิยามดังกล่าวแล้วโดยสิ้นเชิง
ครอบครัว ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน องค์กร เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ทุกคนทุกส่วนงานจึงจำเป็นต้องปรับตัว
ครอบครัวเดี่ยว สู่ครอบครัว “เลี้ยงเดี่ยว”
“รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 โฉมหน้าครอบครัวไทย ยุคเกิดน้อย อายุยืน” โดย กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาข้อมูล ระหว่างปี พ.ศ. 2530-2556 มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ
- ครอบครัวเดี่ยว หมายรวมถึง ครอบครัวพ่อแม่ลูก, ครอบครัวสามีภรรยาที่ไม่มีลูก, ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ยังคงเป็นประเภทครอบครัวหลักที่มีจำนวนมากที่สุด แต่มีสัดส่วนที่น้อยลง โดย ครอบครัวเดี่ยว มีสัดส่วนลดลง จาก 66.7% เหลือ 49.9% ของจำนวนครัวเรือนไทยทั้งหมด
- ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว มีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 970,000 ครัวเรือน เป็น 1.37 ล้านครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้น 41% และในจำนวนนี้ประมาณ 80% เป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว
- ครอบครัวขยาย เพิ่มขึ้นจาก 26.5% เป็น 35.7% ของจำนวนครัวเรือนไทยทั้งหมด โดย ครอบครัวข้ามรุ่น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพิ่มจาก 1% เป็น 2.1% และ 76% ของครอบครัวลักษณะนี้อาศัยอยู่ในชนบท
- ครอบครัวเพศเดียวกัน การสำรวจปี พ.ศ. 2554 พบว่ามี “ครอบครัว LGBT” โดยเป็นครอบครัวชาย–ชาย 0.4% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด และครอบครัวหญิง–หญิง มีจำนวน 0.3% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด
ข้อมูลการสำรวจกว่า 700 ตัวอย่างเกี่ยวกับ ครอบครัวหลากหลายของ Thailand Policy Lab เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2566 พบว่า มีเพียง 22% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่ยังมองนิยามครอบครัวแบบ พ่อ–แม่–ลูก ขณะที่อีก 78% มองนิยามครอบครัวเปลี่ยนไป ดังนี้
- 18.2% มองนิยามครอบครัว ว่ารวมถึงการอยู่กับสัตว์เลี้ยง
- 13.4% มองนิยามครอบครัว แบบครอบครัวขยาย
- 11.9% มองนิยามครอบครัว แบบอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข
- 11.8% มองนิยามครอบครัว แบบอยู่กับคนรัก ที่ไม่ต้องการมีลูก
- 7.6% มองนิยามครอบครัว แบบคู่ LGBTI ที่ต้องการได้รับการรับรองทางกฎหมาย
- 5.5% มองนิยามครอบครัวแบบครัวแบบคู่ LGBTI ที่ต้องการมีลูก และได้รับการรับรองทางกฎหมาย
- 9.6% มองนิยามครอบครัวในรูปแบบอื่น ๆ
ส่วนการสำรวจความสุขคนทำงานในองค์กร ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งมีการระบุถึงใน “นิยาม ประเภทครอบครัว และดัชนี ตัวชี้วัด ครอบครัวอยู่ดีมีสุข : การทบทวนวรรณกรรม” สำรวจคนทำงานมากกว่า 7,000 รายใน 83 องค์กร จาก 31 จังหวัดทั่วประเทศไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ (64.7%) มองว่า “ครอบครัว” คือการที่สมาชิกในครอบครัว ต้องอยู่ด้วยกันหรือบ้านเดียวกัน มีเพียง 1 ใน 3 (28.6%) ของผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่าต้องมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ส่วนคนที่มองว่าต้องมีความผูกพันทางกฎหมายมีเพียง 9.4% เท่านั้น
เมื่อถามกลุ่มตัวอย่างว่า “สมาชิกในครอบครัวมีใครบ้าง” ส่วนใหญ่บอกว่า คือคนที่มีความผูกพันทางสายโลหิต หรือ ด้วยการแต่งงาน หรือไม่แต่งงาน (ตอบว่า แฟน หรือ คู่รัก)
มีการนับ “เพื่อน” เป็นสมาชิกในครัวเรือนเช่นเดียวกัน ส่วนอื่น ๆ มีบ้างที่ตอบว่า “คนที่นับถือ” หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข และนก เป็นต้น
นิยาม “ครอบครัว” สำคัญอย่างไร
นิยามคำว่า ครอบครัว มีความสำคัญ โดยเฉพาะในมุมมองของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจาก “ครอบครัว คือใคร” มีผลต่อการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ และการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสำหรับประชาชน
ลองข้ามไปดูตัวอย่างความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ของฝั่งสหรัฐอเมริกากันบ้าง
ตั้งแต่ปี 2010 สำนักงานบริหารงานบุคคลของสหรัฐฯ (OPM) ได้ออกข้อบังคับแก้ไขคำจำกัดความของ “สมาชิกในครอบครัว” และ “ญาติสนิท” โดยมีการกำหนดเนื้อหาไว้ ดังนี้
1. “สมาชิกในครอบครัว” คือบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับพนักงานเป็น คู่สมรสและบิดามารดาของคู่สมรส และครอบคลุมไปถึงบุตรและธิดาของคู่สมรส บิดามารดาของคู่สมรส พี่น้องของคู่สมรส ปู่ย่าตายายและหลานของคู่สมรส ไปจนถึงบุคคลใด ๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพนักงานซึ่งเทียบเท่ากับความสัมพันธ์ในครอบครัว
2. “ญาติสนิท” ใช้นิยามเดียวกับสมาชิกในครอบครัว
3. “ผู้ปกครอง” คือผู้ปกครองทางสายเลือด บุตรบุญธรรม พ่อแม่เลี้ยง หรือพ่อแม่บุญธรรมของพนักงาน รวมถึงผู้ปกครองของคู่สมรสหรือคู่ชีวิตของพนักงาน
4. “บุตรชาย หรือ บุตรสาว” ทั้งทางสายเลือด บุตรบุญธรรม บุตรที่รับเลี้ยง
5. “คู่ชีวิต” คือผู้ที่มีความสัมพันธ์กับคนอื่น ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ ทั้งเพศเดียวกัน และต่างเพศ
6. “ความสัมพันธ์ที่ตกลงกัน” คือความสัมพันธ์ที่พนักงานลูกจ้างและคู่ชีวิต ตกลงเป็นคู่ชีวิตเพียงคนเดียวของกันและกัน (โดยไม่แต่งงานหรือเป็นคู่ชีวิตกับคนอื่นอีก) และแบ่งปันความรับผิดชอบต่อสวัสดิการและภาระผูกพันทางการเงินร่วมกัน
จะเห็นได้ว่า “ครอบครัว” ในทางกฎหมายของสหรัฐฯ ครอบคลุมรูปแบบความสัมพันธ์ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเป็นประเด็นที่สัมพันธ์กับสิทธิของคนทำงาน ที่สหรัฐฯ มีการพิจารณากันถึงการเพิ่มสิทธิสำหรับพนักงานลูกจ้าง กรณีที่สมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย เสียชีวิต เกิดเหตุฉุกเฉิน ฯลฯ
นโยบายไทย เท่าทันความเปลี่ยนแปลง หรือไม่?
กลับมาที่บ้านเรา แผนปฏิบัติการด้านครอบครัว พ.ศ. 2566 – 2570 ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัว (กยค.) ที่มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการ ยึดนิยาม “ครอบครัว” จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัว (กยค.) เมื่อปี 2562 ที่กำหนดไว้ว่าคือ
“บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา หรือมีความผูกพันทางสายโลหิต หรือทางกฎหมาย หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวต่างมีบทบาทหน้าที่ต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน”
กระนั้น ในแผนฉบับดังกล่าว ยังระบุถึงประเภทของครอบครัวยุคใหม่ที่มีความหลากหลายสูง ได้แก่
1. ครอบครัวเดี่ยว – ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาอาจมีหรือไม่มีบุตร พ่อหรือแม่อยู่กับบุตร หรือพี่น้องหรือญาติไม่เกินสองรุ่นใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
2. ครอบครัวขยาย – ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สามรุ่นขึ้นไป (ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลูก) หรือครอบครัวเดี่ยวสองครอบครัวขึ้นไปที่มีความผูกพันทางสายโลหิต หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน และอาศัยอยู่ในบ้านหรือบริเวณเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีครอบครัวซึ่งแบ่งได้ตามลักษณะเฉพาะอีก 6 ลักษณะ ได้แก่
1. ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว
2. ครอบครัวข้ามรุ่น
3. ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันตามลำพัง
4. ครอบครัวคู่รักเพศเดียวกัน
5. ครอบครัวผสม (ครอบครัวที่มีการสมรสหรืออยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายมีบุตรจากครอบครัวเดิมมาอาศัยอยู่ด้วย)
6. ครอบครัววัยรุ่น (ครอบครัวที่ชายและหญิงมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา)
นอกจากนี้ ยังระบุถึงลักษณะ “ครัวเรือน” หรือการอยู่อาศัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วม ได้แก่
1. ครัวเรือนคนเดียว หมายถึง คนที่อาศัยอยู่คนเดียวตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
2. ครัวเรือนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ หมายถึง ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน 2 คนขึ้นไป โดยไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ไม่มีความผูกพันทางสายเลือด ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นเครือญาติ แต่มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน
ข้อมูลดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า หน่วยงานภาครัฐเอง มีความพยายามในการปรับเปลี่ยนความหมายคำว่า “ครอบครัว” ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย อีกตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” หรือ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้
ความเข้าใจในประเด็นดังกล่าว มีความสำคัญต่อสถานที่ทำงานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมสูงอายุ ที่พนักงานลูกจ้างจำนวนมาก แม้ไม่มีคู่ชีวิตและลูก แต่หลายคนต้องดูแลสมาชิกสูงวัยในครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เพียงพ่อแม่ แต่อาจรวมถึงญาติพี่น้อง หรือแม้แต่คนโสดที่พักอาศัยอยู่ตามลำพัง สัตว์เลี้ยงก็อาจนับเป็น “ครอบครัว” ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบที่ยากจะปฏิเสธ