“อาสาพยาบาล” ทางออก “มนุษย์งาน” ดูแลครอบครัว?

“อาสาพยาบาล 1 คน ดูแลได้มากกว่า 1 คน ทำให้ญาติกลับไปทำงานได้”

นพ.ภูวเดช สุดประเสริฐ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ Policy Watch ไทยพีบีเอส ซึ่งมีนัยสำคัญไม่ใช่แค่ต่อระบบสาธารณสุข แต่มีความหมายต่อชีวิตของพนักงานหลายล้านคนที่ทุกวันนี้ต้องแบกรับสองภาระพร้อมกัน นั่นคืองานที่ออฟฟิศ และความกังวลว่าพ่อแม่ที่บ้านต่างจังหวัดจะเป็นอย่างไรบ้าง

รัฐบาลใหม่ นโยบายใหม่

พฤษภาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขประกาศเดินหน้านโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน” หรือ อสพ. ด้วยเป้าหมาย “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่นำมาปฏิบัติจริงหลังการจัดตั้งรัฐบาล

ถึงจะชื่อ “อาสา” แต่ อสพ. ไม่ใช่อาสาสมัคร ไม่เหมือนกับ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน)

ไม่เหมือนกันตรงที่ อสพ.เป็นงานเต็มเวลา ได้รับค่าตอบแทน ต้องมีวุฒิปริญญาตรี และผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 120 – 240 ชั่วโมง เพื่อทำหน้าที่คล้ายพยาบาลในระดับชุมชน ค่าตอบแทนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน และสามารถได้รับเพิ่มตามภาระงาน

กลุ่มเป้าหมายที่ อสพ. รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่

  • ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs)
  • แม่และเด็ก
  • ผู้ป่วยจิตเวช

แผนขยายตัวแบบ 3 ระยะ

ปี 2570 1 ตำบล 1 อสพ. รวม 7,255 คน เริ่มรับสมัครผ่านแอป “หมอพร้อม” ไตรมาส 3 ปี 2569

ปี 2571 ขยายเป็น 28,000 คน

ปี 2572 เป้าหมายสุดท้าย 1 หมู่บ้าน 1 อสพ. รวม 75,668 คนทั่วประเทศ

นโยบายนี้ สำคัญสำหรับคนทำงาน อย่างไร?

ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” อย่างเป็นทางการ

ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศและยังเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะเดียวกัน ครอบครัวไทยก็หดตัวลงมาก บ้านสามรุ่นกลายเป็นครัวเรือนขนาดเล็ก ลูกหลานย้ายมาทำงานในเมือง พ่อแม่และญาติสูงอายุต้องอยู่บ้านตามลำพัง

งานวิจัยของ Juntasopeepun และคณะ ตีพิมพ์ใน Nursing & Health Sciences (2025) ชี้ว่าครอบครัวชาวไทยที่ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนมีสัดส่วนสูงที่ประสบ “Caregiver Burden” ที่กระทบสุขภาพกายและจิตใจของตัวเองด้วย และปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่บ้าน แต่ลามมาถึงที่ทำงาน

เดอะแบก ระยะไกล

คนทำงานที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านอยู่ต่างจังหวัด แบกรับสิ่งที่เรียกว่า “Dual Role Burden” คือต้องเป็นทั้งพนักงานเต็มเวลา และผู้ดูแลระยะไกลพร้อมกัน ผลที่ตามมาสะสมเงียบ ๆ ทั้งประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง เพราะสมาธิกระจาย ต้องลางานกะทันหันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ความเครียดจากความรู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่ดูแล และต้นทุนที่มองไม่เห็นอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางกลับบ้าน ค่าจ้างผู้ดูแลชั่วคราว หรือในบางกรณีถึงขั้นลาออกจากงาน

งานวิจัยของ Niimi (2021) จากญี่ปุ่น ตีพิมพ์ใน Journal of the Economics of Ageing พบว่าพนักงานที่มีภาระดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มลดชั่วโมงทำงาน หรือออกจากงานสูงกว่าคนที่ไม่มีภาระนี้ โดยเฉพาะในสังคมที่ครอบครัวหดตัวเล็กลง และจำนวนผู้สูงอายุต่อผู้ดูแลสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าสู่สภาพนั้นอย่างรวดเร็ว

ลูกอยู่ทาง พ่อแม่อยู่อีกทาง อสพ. ช่วยได้จริงไหม?

สำหรับคนทำงานจำนวนมากในประเทศไทย ปัญหาของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ “ขาดคนดูแล” แต่คือ ความกังวลจากระยะไกล ที่ไม่มีทางหมดไปแค่เพราะโทรหาทุกวัน ไม่มีทางรู้ว่าพ่อกินยาครบไหม แม่ลุกขึ้นเองได้ไหม หรือวันไหนล้มแล้วไม่มีใครรู้
นโยบาย อสพ. ตอบโจทย์นี้ได้อย่างน้อยสองระดับ

ระดับแรก มีคนไปดูสุขภาพพ่อแม่ที่บ้าน ตรวจความดัน ดูแลยา สังเกตอาการเปลี่ยนแปลง และแจ้งให้ลูกหลานทราบ แทนที่จะรอให้ผู้สูงอายุเดินทางไป รพ.สต. เพียงลำพัง

ระดับสอง ลูกหลานในเมืองมีคนประสานงานให้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อสพ. สามารถเป็น “จุดเชื่อม” ระหว่างผู้สูงอายุในชนบทกับระบบสาธารณสุข และระหว่างระบบกับครอบครัวที่อยู่ห่างไกล

ต่างประเทศทำอะไรกันบ้าง?

ญี่ปุ่น – ดูแลระยะยาว อย่างเป็นระบบ

ญี่ปุ่นบังคับใช้ Long-Term Care Insurance Act ตั้งแต่ปี 2543 ทำให้การดูแลผู้สูงอายุกลายเป็น “สิทธิ” ที่รัฐและสังคมรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว

ในระดับชุมชน ญี่ปุ่นพัฒนาโมเดล “Community Café” และ “Dementia Supporter Caravan” ซึ่งช่วยลดทั้งความโดดเดี่ยวและความเครียดของผู้ดูแลได้จริง

สิ่งที่ไทยต้องคิดต่อคือญี่ปุ่นผูกระบบเข้ากับกองทุนประกันที่มีความยั่งยืนชัดเจน ขณะที่ไทยยังต้องคิดว่าเงินจะมาจากไหนในระยะยาว

เกาหลีใต้ – ร่วมจ่าย จัดบริการได้ทั่วถึง ครอบคลุม

เกาหลีใต้นำระบบ Long-Term Care Insurance มาใช้ในปี 2551 โดยให้ประชาชนทุกคนในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติมีส่วนร่วมจ่ายเบี้ย ทำให้ต้นทุนกระจายทั่วถึงและเบี้ยเฉลี่ยถูกกว่าญี่ปุ่น (Kim, 2022, Social Policy & Administration) แนวทางนี้ลดแรงกดดันต่อผู้ดูแลในครอบครัวได้อย่างเป็นระบบ

ฝรั่งเศส – ส่งบริการถึงบ้าน ลดภาระได้จริง

งานวิจัยที่ติดตามผู้ดูแล 569 คน พบว่าก่อนได้รับบริการสนับสนุนทางสังคม ผู้ดูแลกว่าร้อยละ 81 มีภาวะ Caregiver Burden แต่หลังได้รับบริการช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันเพียง 6 เดือน ภาระที่วัดได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้สนับสนุนชัดว่า “มีคนไปช่วย” ส่งผลต่อสุขภาวะผู้ดูแลโดยตรง

จีน – ถี่เกินไปก็ไม่ดี

งานวิจัยใน Scientific Reports (2025) พบว่าการเยี่ยมบ้านมีความสัมพันธ์แบบ U-shaped กับการลดภาระผู้ดูแล นั่นคือถี่เกินไปก็ไม่ได้ผลดีขึ้น สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนครั้งคือความสม่ำเสมอและตรงกับความต้องการของแต่ละครอบครัว บทเรียนนี้ควรนำมาใช้ในการออกแบบมาตรฐานการทำงานของ อสพ. ด้วย

ข้อกังวลที่ไม่ควรมองข้าม

  • ซ้ำซ้อนกับ อสม. ไหม?

ฝ่ายสนับสนุนนโยบายนี้ ยืนยันว่าไม่ซ้ำ เพราะ อสพ. ทำงานเต็มเวลาและมีทักษะสูงกว่า เน้นดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นช่องว่างที่ อสม. ทำได้จำกัด แต่การออกแบบบทบาทให้ชัดเจนในพื้นที่ปฏิบัติงานจริงยังเป็นโจทย์ที่ต้องแก้

  • บริหารหลายสังกัดพร้อมกัน

รองประธานกรรมาธิการสาธารณสุขตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มกำลังคนอีกกลุ่มอาจทำให้ท้องถิ่นต้องบริหารบุคลากรหลายสังกัดพร้อมกันโดยไม่มีบทบาทที่ชัดเจน

“ถ้าออกแบบไม่ดี อาจเกิดทั้งความซ้ำซ้อนของบทบาท และความสับสนว่าใครทำหน้าที่อะไร”

  • งบประมาณระยะยาว

75,668 คน × 15,000 บาท/เดือน คือค่าใช้จ่ายปีละกว่า 13,600 ล้านบาท ยังไม่นับต้นทุนการอบรมและโครงสร้างสนับสนุน คำถามคือจะมาจากไหน และยั่งยืนได้แค่ไหน

  • ขอบเขตวิชาชีพ

มีความห่วงใยว่าการให้บุคคลที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพทำงาน “คล้ายพยาบาล” อาจมีความเสี่ยงด้านคุณภาพการดูแลและความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งต้องการกรอบกำกับที่ชัดเจน

“ที่ทำงาน” ทำอะไรได้บ้าง

ระหว่างที่นโยบายภาครัฐกำลังเดินหน้า ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะบรรเทาปัญหาได้เพียงใด ฝ่ายที่แบกรับปัญหาอยู่ในขณะนี้ จึงไม่ใช่แค่ “เดอะแบก” มนุษย์งานที่ต้องดูแลครอบครัว แต่รวมถึงองค์กรที่เริ่มสัมผัสได้ถึงการขาด ลา มาสาย ใจลอยเพราะห่วงกังวลคนที่บ้าน ประสิทธิภาพลดต่ำลง

อะไรบ้าง ที่องค์กรจะทำได้เพื่อรับมือปัญหาเฉพาะหน้า

  • เปิดพื้นที่รับรู้ปัญหา

พนักงานส่วนใหญ่ไม่กล้าบอกว่าตัวเองมีภาระดูแลคนที่บ้าน กลัวถูกมองว่าไม่มีสมาธิทำงาน การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่มีต้นทุน

  • ยืดหยุ่นเรื่องเวลาและสถานที่

Flexible working ไม่ได้ช่วยแค่พ่อแม่ลูกอ่อน แต่ยังช่วยพนักงานที่ต้องติดตามสุขภาพคนที่บ้านในวันที่ต้องนัดหมอหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • วันลาดูแลครอบครัว (Caregiver Leave)

ญี่ปุ่นบังคับใช้กฎหมาย Caregiver Leave มาตั้งแต่ปี 2534 ไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ แต่นายจ้างที่มองการณ์ไกลเริ่มออกนโยบายเองได้เลย

  • เชื่อมพนักงานกับ อสพ.

เมื่อ อสพ. เริ่มทำงานจริง HR สามารถรวบรวมช่องทางติดต่อ อสพ. ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้พนักงานที่มีผู้สูงอายุอยู่ต่างจังหวัดรู้ว่าจะขอรับบริการได้อย่างไร ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้อาจหมายถึงความสงบใจขณะนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ

นโยบาย “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล” ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องของตลาดแรงงาน ความมั่นคงของครอบครัว และคุณภาพชีวิตของคนทำงานที่กำลังแบกรับสองโลกพร้อมกัน

บทเรียนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศสบอกว่าโมเดลที่ยั่งยืนต้องมีงบประมาณที่มั่นคง บทบาทที่ชัดเจน และยึดความต้องการจริงของครอบครัวเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่แค่ตัวเลขพื้นที่ครอบคลุม

สำหรับ “สถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว” ก็ไม่ต้องรอให้นโยบายรัฐ แต่เริ่มได้ทันทีที่เข้าใจว่าพนักงานแต่ละคนมีครอบครัวเป็นความรับผิดชอบอีกด้าน และครอบครัวไม่ใช่แค่ “ภาระ”

และถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม ทุกคนรู้ดีว่า “ครอบครัว คือขุมพลังสำคัญ” สำหรับคนทำงาน

แหล่งข้อมูล:

นพ.ภูวเดช สุดประเสริฐ / Thai PBS Policy Watch (2569)

Juntasopeepun et al., Nursing & Health Sciences (2025)

Niimi, Y., Journal of the Economics of Ageing (2021)

Wang et al., Scientific Reports (2025)

Arlotto, Gentile et al., IJERPH (2022)

Kim, Social Policy & Administration (2022)

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว แอด FFW LINE OA