การถูกออก ไล่ออกจากงาน เป็นสิ่งที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับคนวัยทำงาน แต่หากย้อนดูข้อมูลจริง คนที่น่าจะหวั่นไหวยิ่งกว่าดูเหมือนจะเป็นฝั่งนายจ้าง เพราะข้อมูลจากกระทรวงแรงงานฟ้องว่า สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ (ราว 80%) ออกจากงาน คือการลาออก
และสาเหตุอันดับหนึ่งของการลาออก ก็คือ การเปลี่ยนงานใหม่
การลาออก ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อองค์กรที่ต้องวุ่นวายหาคนใหม่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทดแทน และต้องใช้เวลาในการเทรนคนใหม่ กว่าจะมีความรู้ความชำนาญพอ ประสิทธิภาพโดยรวมของทั้งองค์กรอาจลดลง แต่เมื่อมีคนลาออกยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพนักงานที่ยังอยู่อีกด้วย
มีหลายสาเหตุที่ทำให้ลูกจ้างลาออกไปหางานใหม่ ทั้งความพึงพอใจในงานที่ลดลง ความเครียดในการทำงาน ภาวะหมดไฟ รวมไปถึง “ความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัว” (Work-Family Conflict)
ความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัว หมายถึงสถานการณ์ที่ชีวิตครอบครัวของคนทำงานได้รับผลกระทบในด้านลบจากความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่เกิดจากงาน
เครียด – ล้า – หมดไฟ
มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า ประเด็นเรื่องครอบครัวสัมพันธ์กับความเครียด ภาวะหมดไฟ และส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกจากงานได้จริง และสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคนในทุกสาขาวิชาชีพ ในทุกตำแหน่งงาน
ปี 2023 คณะนักวิจัยจากโปรตุเกส ศึกษากลุ่มตัวอย่างพนักงานจากองค์กรต่าง ๆ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 41.9% มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ต่างยืนยันผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวที่มีต่อระดับการมีส่วนร่วมในการทำงานที่ต่ำ และระดับความตั้งใจจะลาออกที่สูง
การวิจัยในปีเดียวกัน ซึ่งครอบคลุมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในมาเลเซีย เผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวและความตั้งใจที่จะลาออก ซึ่งครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ เช่น เวลา ความเครียดทางจิตใจ และพฤติกรรม
ภาคการธนาคารในอินเดีย ทั้งของรัฐและเอกชนพบปัญหาเดียวกัน งานวิจัยเมื่อปี 2020 พบว่า ความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะลาออก ในขณะที่การเสริมสร้างสมดุลระหว่างงานกับครอบครัวส่งผลต่อความตั้งใจจะลาออกที่ลดลงด้วยเช่นกัน
ปีที่แล้วอีกเช่นกัน มีผลการศึกษาในอุตสาหกรรมการศึกษาของตุรกี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวกับการตัดสินใจลาออกในหมู่ครูโรงเรียนมัธยมเอกชน ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดต่อชีวิตครอบครัวที่เกิดจากความรับผิดชอบในงาน
ขณะที่การศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบในประเทศจีนและสหรัฐฯ เมื่อปี 2018 ได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวและความตั้งใจที่จะลาออกของอุตสาหกรรมโรงแรม ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้จัดการ พนักงานต้อนรับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาด แม่บ้าน และช่างเทคนิค พบว่า ความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวส่งผลต่อความตั้งใจที่จะลาออกของพนักงานโรงแรมในทั้งสองประเทศไม่ต่างกัน
คำถามที่ตามมา คือ แล้วประเทศไทย ความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวก็มีผลทำให้คนอยากลาออกด้วยหรือไม่?
รายงาน Total Remuneration Survey (TRS) ซึ่งจัดทำโดย Mercer แสดงให้เห็นว่า อัตราการลาออกโดยสมัครใจโดยเฉลี่ยของแรงงานไทยในปี 2021 อยู่ที่ประมาณ 9.4% ในทุกอุตสาหกรรม และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
โดยสถิติระบุถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเหนื่อยล้าและหมดไฟในการทำงาน ตลอดจนแรงกดดันจากความรับผิดชอบในงาน และภาระความรับผิดชอบในครอบครัวและชีวิตส่วนตัว เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากงานของพนักงานในประเทศไทย
ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัว มี 2 มุมมองหลัก ได้แก่
1. สถานการณ์ที่การทำงาน ขัดขวางบทบาทในครอบครัว
2. ปัญหาในครอบครัว ขัดขวางบทบาทในการทำงาน
ผลที่ตามมาของความขัดแย้งดังกล่าวมักทำให้บุคคลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอาจถึงขั้นต้องลาออกจากงานในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรณีข้อ 1. ซึ่งพบมาในงานที่มีแรงกดดันสูง ในแง่ของปริมาณงานและมิติเวลา เช่น ในอุตสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมการศึกษา และอุตสาหกรรมการแพทย์หรือการดูแลสุขภาพ
การศึกษาล่าสุดเรื่อง “The Effect of Work-Family Conflict on Turnover Intention for White-Collar Workers: Examining the Mediating Role of Job Stress and Burnout” โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ระบุถึง “ทฤษฎีบทบาท” (Role Theory) ว่า
เมื่อใดก็ตามที่บุคคลเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกกดดันให้ต้องจัดการกับ 2 บทบาทขึ้นไป โดยแต่ละบทบาทมีความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกัน สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้น
นั่นหมายความว่า หากพนักงานต้องทนทุกข์ทรมานจากแรงกดดัน ทั้งจากงานและความรับผิดชอบในครอบครัว ในที่สุดพวกเขาจะรู้สึกหมดไฟได้ง่าย ๆ
ทีมวิจัยได้สอบถามพนักงานบริษัทเอกชน 400 คน ที่มีอายุระหว่าง 20 – 60 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 53% ผู้ชาย 45% ส่วนอีก 2% ไม่ระบุเพศ
ผู้ตอบแบบสอบถาม 61% สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 30% สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท 9% ไม่ได้เรียนระดับปริญญา นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ทำงานในอุตสาหกรรมการผลิต ขณะที่อีก 45% ทำงานในอุตสาหกรรมบริการ
ทีมวิจัยถามกลุ่มตัวอย่างในเรื่องงานกับครอบครัวด้วยคำถาม เช่น
– งานส่งผลกระทบเชิงลบต่อชีวิตครอบครัวของฉัน
– ครอบครัวส่งผลกระทบเชิงลบต่อหน้าที่การงานประจำวันของฉัน
– หลังจากทำงานเสร็จ ฉันเหนื่อยล้าทั้งทางจิตใจและร่างกาย
– ฉันกำลังคิดอย่างจริงจังที่จะลาออกจากงาน
– ฯลฯ
โดยกลุ่มตัวอย่างเลือกตอบได้ด้วยเลข 1 (ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง) ถึงเลข 5 (เห็นด้วยอย่างยิ่ง)
ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า ความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกจากงานปัจจุบันของพนักงานบริษัทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยจริง
การศึกษาระบุว่า ผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวต่อความตั้งใจที่จะลาออกนั้นขยายไปสู่ตำแหน่งงานและอุตสาหกรรมที่หลากหลายในประเทศไทย โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มงานที่มีความกดดันสูงเท่านั้น
งานวิจัยชิ้นนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เรื่องความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัวมีอิทธิพลสูงมากต่อการตัดสินใจของพนักงานว่าจะทำงานต่อในองค์กรเดิมหรือไม่ หากองค์กรใดที่ทำให้สมดุลการทำงาน-ครอบครัวของคนทำงานพังทลาย ก็มีแนวโน้มสูงที่พวกเขาจะไปหางานใหม่ที่ตอบโจทย์มากกว่าอย่างแน่นอน
หากองค์กรตระหนักถึงความเชื่อมโยงกันของประเด็นดังกล่าว และสามารถสร้างกลยุทธ์เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและครอบครัวให้กับพนักงาน จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหาการสูญเสียบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ที่มา: