Work Life Balance กลายเป็นข้อถกเถียงบนสมรภูมิออนไลน์ในระยะที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจแบบนี้ ยังควรจะถามหาชีวิตสมดุลอยู่อีกหรือไม่
หรือนาทีนี้ ทุกคนต้องมุ่งหน้า work hard to survive เท่านั้น
วิวาทะออนไลน์ในครั้งนี้ กลุ่มที่อาจจะไม่อิน รวมทั้งน่าจะไม่มีเวลามาถกเถียงด้วย เห็นจะไม่พ้น “เดอะแบก” กลุ่มคนวัยทำงานจำนวนหนึ่งที่ชีวิตไม่ได้เปล่าเปลือยตัวคนเดียวโดยลำพัง แต่ยังหมายถึง family life “ชีวิตครอบครัว” ที่อาจจะพ่วงมาด้วยลูก หรือพ่อแม่พี่ป้าน้าอาที่สูงอายุ
และมีไม่น้อยที่ต้องแบกสมาชิกในบ้านพร้อม ๆ กันทีเดียวหลายเจน จนกลายสภาพเป็น “มนุษย์แซนด์วิช” ที่ถูกโถมทับด้วยงานและสมาชิกครอบครัวหลากหลายช่วงวัย

สำหรับคนกลุ่มนี้ “ชีวิตสมดุล” ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวอยู่พอสมควร
work life balance คือมายา
ทำงาน หาเงิน ดูแลพ่อแม่ น่ะของจริง
ปี 2565 ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมสูงอายุ โดยสมบูรณ์ คือสัดส่วนผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด คนไทยมีประมาณ 66 ล้านคน แปลว่าราว 13 ล้านคน คือผู้สูงอายุ ซึ่งต้องการการดูแลในระดับที่แตกต่างกัน และคนที่ดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ “เดอะแบก” ของเรานี่เอง
“การดูแล” หมายถึงการสนับสนุนรายได้ เพื่อจุนเจือประชากรสูงอายุไทย ที่ส่วนใหญ่ “แก่ก่อนรวย” และการดูแลจริง ๆ ในเชิงกายภาพ ที่ลำพังระบบสาธารณสุขยังตอบโจทย์ได้ไม่เพียงพอ


คนที่ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ คือลูก
แปลได้ว่า คนวัยทำงานจำนวนมาก กำลังดูแลผู้สูงอายุในบ้าน นี่น่าจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัว “ตัวใครตัวมัน” หรือ “บ้านใครบ้านมัน” อย่างแน่นอน แต่กลายเป็นสถานการณ์ร่วม และผลกระทบเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจนในระดับบุคคล
และถ้าเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไป ผลกระทบย่อมจะขยายถึงระดับเศรษฐกิจและสังคม เมื่อคนวัยทำงานพากันออกจากตลาดการจ้างงาน เพื่อมาดูแลผู้สูงอายุกันเป็นทิวแถวตามสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหลังจากนี้

สังคมสูงวัย โจทย์ระดับโลก
แม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา S&P Global and AARP สำรวจล่าสุด พบว่า ร้อยละ 67 ของคนวัยทำงานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุในบ้าน มีความยากลำบากในการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานกับการเป็น “ผู้ดูแล” (caregiver)
ร้อยละ 27 ของผู้ดูแล ต้องเปลี่ยนจากการทำงานเต็มเวลา เป็นการทำงานพาร์ตไทม์ และลดชั่วโมงการทำงานลง
ร้อยละ 16 ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งงานที่สูงขึ้น
ร้อยละ 16 ต้องหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง
ร้อยละ 13 เปลี่ยนงาน เพื่อให้สามารถรับผิดชอบครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น
คนวัยทำงานในกลุ่มสำรวจ ยังตอบด้วยว่า นายจ้างส่วนใหญ่เข้าใจและให้ความสำคัญกับการที่พนักงานต้องเลี้ยงลูก มากกว่าความจำเป็นในการดูแลพ่อแม่ หรือญาติพี่น้องที่สูงอายุ นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำย่ำแย่ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับคนทำงานที่ต้องดูแลครอบครัวยิ่งขึ้นไปอีก

สังคมสูงอายุ จึงไม่ใช่ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ที่รับบทหนักไม่แพ้กันคือ คนวัยทำงาน ที่พากันแบกรับสถานการณ์สังคมสูงอายุ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และรัฐบาลของหลายประเทศตื่นตัว เพื่อทุเลาผลกระทบที่จะเกิดกับภาพรวมของสังคมเศรษฐกิจ
นโยบายของหลายประเทศ จึงไม่ได้มุ่งไปที่ตัวผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักกับซีกของคนวัยทำงาน ผู้เป็นลูกหลาน ซึ่งตกอยู่ในสถานะของ “ผู้ดูแล” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
รายงานล่าสุด จาก World Economic Forum นำเสนอประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ระบบดูแลสุขภาพยังมีช่องว่างในการจัดบริการ และชี้ว่าอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว (long-term care) ก็คือการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ โดยฐานชุมชน (Community-based) ซึ่งก็รวมถึงการดูแลโดยครอบครัว
อย่างไรก็ตาม WEF ชี้ว่า เรื่องระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว เป็นเรื่องที่ข้อมูลยังมีอยู่อย่างจำกัด รวมทั้งแนวคิดเรื่องการดูแลโดยชุมชนและครอบครัว เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นให้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดค้นเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป
ดูแล “ผู้ดูแล”
หลายประเทศ เริ่มตระหนักว่าระบบการดูแลผู้สูงอายุดีที่สุด คือการดูแลโดยคนในครอบครัว
ดังนั้น การสนับสนุน “ผู้ดูแล” จึงเป็นโจทย์สำคัญ และประเด็นหลักอยู่ที่การทำให้ผู้ดูแลสามารถดูแลตนเองได้ โดยเฉพาะในเรื่องรายได้ พร้อมไปกับการดูแลผู้สูงอายุในบ้านด้วย
อิตาลี
ผู้ที่อยู่ในการอุปการะในอิตาลีอาจได้รับการสนับสนุนในรูปแบบของการโอนเงินประมาณ 515 ยูโรต่อเดือน ในบางกรณีก็มีการสนับสนุนเงินจากเทศบาลด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีที่อยู่อาศัยหรือสิ่งอํานวยความสะดวกกึ่งที่อยู่อาศัย ที่ทางการจัดหาให้ รวมทั้งการสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อนหรือผู้ช่วยส่วนตัว
ฟินแลนด์
กระทรวงแรงงานของฟินแลนด์ กำลังพิจารณาปรับปรุงสถานะของ “ผู้ดูแล” โดยสมาคมผู้ดูแลผู้สูงอายุฟินแลนด์ เน้นย้ำถึงความสำคัญในการมีกฎหมายเพื่อช่วยสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้ดูแลยังสามารถทำงานที่สร้างรายได้ พร้อมไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
เยอรมนี
มีมาตรการเงินกู้ยืม ปลอดดอกเบี้ย สำหรับคนที่ลาดูแลครอบครัวโดยไม่รับค่าจ้างจากบริษัท มีบริการสายด่วน สำหรับผู้ดูแลโดยเฉพาะ เพื่อสามารถสอบถามข้อมูล และใช้บริการปรึกษาในการดูแลสุขภาพจิต
เบลเยียม
มีกฎหมายรับรองสิทธิของลูกจ้างในการลาดูแลคนในครอบครัวที่ป่วยหนัก สูงสุด 1 ปีตลอดการจ้างงาน 1 ครั้ง และสำหรับการดูแลญาติที่ป่วยระยะสุดท้าย หรือใช้การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) เป็นเวลา 2 เดือน ต่อญาติ 1 คน
สาธารณรัฐเชค
การลากรณีสมาชิกครอบครัวป่วยหนัก โดยลาได้ไม่จำกัด แต่ลาติดกันครั้งละไม่เกิน 9 วัน
กรีซ
ลาดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือคู่สมรสที่เจ็บป่วย หรือพิการ 1 ชั่วโมงต่อวัน และลาได้ 22 วันต่อปี
ญี่ปุ่น
ลาดูแลสมาชิกครอบครัวที่ป่วยหนัก สูงสุดไม่เกิน 93 วันต่อปี ต่อสมาชิกครอบครัว 1 คน
เรื่อง : คณะทำงานเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว