รู้ได้อย่างไร? ว่าเรามี “สมดุลชีวิต”

Work-Life Balance หรือ ความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว

เป็นปัญหาที่คนทำงานต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทำไมจึงถูกพูดถึง และได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็รวมถึง Work-Family Balance ความสมดุลระหว่างชีวิตงานและการดูแลครอบครัว อันเป็นที่มาของ “สถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว”

ทำไม Work-Life Balance กลายเป็นกระแส?

แนวคิดหนึ่งที่อธิบายถึงสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ว่ามาจากการที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกำลังแรงงานมากขึ้น

ดร.โจเซฟ เซอร์กี นักจิตวิทยาด้านการจัดการ และ ดร.อี ดงจิน อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยยอนเซของเกาหลีใต้ ชี้ว่า ทุกวันนี้ ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้น โอกาสด้านการงานจึงเพิ่มขึ้นด้วย พร้อมกันกับบรรทัดฐานด้านความเท่าเทียมทางเพศในการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สัดส่วนผู้หญิงในตลาดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น สร้างแรงกดดันให้องค์กรต้องมีนโยบายที่เน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพราะแม้ผู้หญิงจะอยู่ในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถูกคาดหวังให้ต้องดูแลคนในครอบครัว ดังนั้น ถ้าองค์กรต้องการดึงดูดและรักษาพนักงานหญิง จึงจำเป็นต้องพัฒนานโยบายเพื่อทำให้สถานที่ทำงานเป็นมิตรกับผู้หญิงมากขึ้น

ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมในหมู่ผู้ชายก็เปลี่ยนแปลงไป โดยมีส่วนแชร์งานในบ้าน การเลี้ยงดูลูกมากขึ้น ในเมื่อผู้หญิงเองก็ต้องแบกภาระการงานนอกบ้านด้วยเช่นกัน

อีกปัจจัยสำคัญ คือ สัดส่วนจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม แล้วคนที่ต้องดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ ก็คือลูก ๆ ที่มีความรับผิดชอบอีกด้านในตลาดแรงงาน แล้วคนที่มักจะตกเป็นเป้าหมายให้ต้องดูแลผู้สูงวัยในครอบครัว ก็มักจะเป็นผู้หญิง

ยิ่งถ้ามีลูกด้วย ต้องดูแลสมาชิกสูงอายุในบ้านไปด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ถูกเรียกว่า “คนรุ่นแซนด์วิช” (Sandwich Generation) ถือเป็น “เดอะแบก พลัส” ซึ่งหากที่ทำงานไม่ขยับวิธีการดูแลพนักงาน ก็คงต้องสูญเสียคนทำงานไปอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

ในหลายประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ของประชากร เช่น การพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลาคลอดและลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร หลายประเทศในยุโรปยังได้ตรากฎหมายกำหนดจำนวนชั่วโมงสูงสุดที่พนักงานต้องทำงานต่อสัปดาห์ (เช่น 35 ชั่วโมงในฝรั่งเศส) กฎหมายดังกล่าวทำให้ผู้จ้างงานต้องมีบทบาทสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้กับพนักงานเพิ่มขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานขององค์กร

Work-Life Balance เราพูดเรื่องเดียวกันไหม?

ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิต ถูกมองจากหลากหลายแง่มุม แต่อยู่บนพื้นฐานของการแบ่งโลกออกเป็นสองใบ ได้แก่ การงาน (work) และด้านอื่น ๆ (non-work)

ดร.โจเซฟ เซอร์กี กับ ดร.อี ดงจิน แบ่งการอธิบายความหมายเรื่องนี้ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

(1) การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจ ที่เท่าเทียมกัน

กลุ่มแรก มองว่า Work-Life Balance คือระดับที่คน ๆ หนึ่ง รู้สึกพึงพอใจที่สามารถทำบทบาทหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี ทั้งด้านการงาน และด้านที่ไม่ใช่งาน โดย “สมดุล” วัดจากการมีเวลา การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น

นาย ก. สามารถแบ่งเวลาใน 1 สัปดาห์ (168 ชั่วโมง) ออกเป็น 3 ส่วนอย่างใกล้เคียงกัน เพื่อที่ส่วนแรก ทำงาน ส่วนที่สอง พักผ่อน ดูแลตัวเอง และส่วนที่สาม คือการดูแลครอบครัวและสังคม

(2) ตอบโจทย์เป้าหมายในชีวิต

กลุ่มนี้มุ่งเน้นที่การมีบทบาทด้านงานและด้านที่ไม่ใช่งาน สอดคล้องกับ “ค่านิยม” และ “ลำดับความสำคัญในชีวิต” ของคน ๆ นั้น

ในมุมมองนี้ ความพึงพอใจ ไม่ได้เกิดจากการแบ่งเวลาและทรัพยากรในแต่ละด้านของชีวิตอย่างเท่าเทียม แต่โฟกัสที่คน ๆ หนึ่งสามารถตอบโจทย์สิ่งที่ตนเองให้คุณค่าและความสำคัญในชีวิต

ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่ง มีครอบครัวที่มีลูกเล็ก 2 คน เป้าหมายสำคัญในชีวิตคือการเลี้ยงดู และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับลูก ๆ ดังนั้น เธอจึงทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เพื่อให้มีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ทำให้มีรายได้เพียงพอ พร้อมกับมีเวลาให้ลูกด้วย

(3) ประสบความสำเร็จ ทั้ง Work และ Non-work

กลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่การประสบความสำเร็จในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นงาน หรือการดูแลครอบครัว หากมีด้านใดด้านหนึ่งสำเร็จแต่อีกด้านไม่ขาดพร่อง ถือว่าไม่สมดุล

ตัวอย่างเช่น รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดในระบบโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอแต่งงานแล้ว และมีลูก 3 คน เธอทำงานหนัก เพราะมีเป้าหมายการตลาดระดับสูงที่ต้องบรรลุในแต่ละไตรมาส ซึ่งเธอสามารถทำได้ ได้รับโบนัสตอนสิ้นปีจำนวนมาก รวมถึงรางวัลผลงานดีเด่นที่ นี่คือความสำเร็จในการทำงาน

ขณะเดียวกัน เธอยังประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว โดยลูก ๆ ของเธอเรียนเก่งมาก ลูกคนโตจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและได้เข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ลูกทุกคนร่าเริงแจ่มใส ความสัมพันธ์กับสามีก็ราบรื่น ไม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง แปลว่าเธอประสบความสำเร็จในบทบาทของแม่และภรรยาด้วย

(4) ทุ่มเต็มที่ พลังเต็มร้อย

อีกกลุ่ม เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในแต่ละบทบาทที่บุคคลนั้นแบกรับไว้

ตัวอย่างเช่น พยาบาลมีลูกชายวัย 7 ขวบ สามีเป็นแพทย์ มีพ่อที่ป่วย และต้องรับผิดชอบเรื่องในครัวเรือนทั้งหมด ทั้งการจับจ่าย การทำอาหาร ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ฯลฯ

เธอจะพอใจเมื่อได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และจัดการกับบทบาทต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีใครบ่นว่าเธอทำได้ไม่ดีพอ คนไข้มีความสุข เพื่อนร่วมงานมีความสุข ลูกชายร่าเริงเรียนเก่ง สามีมักชมเธอว่าเป็น “ซูเปอร์วูแมน” ที่จัดการทุกอย่างได้ดีเยี่ยม พ่อของเธอที่ป่วยก็ชื่นชมที่เธอคอยดูแล

(5) ขัดแย้ง น้อยที่สุด

กลุ่มนี้ ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตถูกกำหนดขึ้นโดยต้องการเพียง “มีข้อขัดแย้งระหว่างบทบาทน้อยที่สุด” และสามารถจัดการข้อขัดแย้งระหว่างบทบาทในด้านต่าง ๆ ของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งทำงานในแผนกไอทีขององค์กร ซึ่งมีคนทำงานไม่พอ ปริมาณงานมหาศาล พักผ่อนน้อย แม้จะได้ค่าล่วงเวลาเยอะ แต่แฟนสาวบ่นว่าไม่มีเวลาส่วนตัวเลย นี่จึงเป็นชีวิตที่ไม่สมดุล เพราะเกิดความขัดแย้งระหว่างงาน คนรัก และการดูแลสุขภาพ

การสร้างสมดุลจึงต้องลดความขัดแย้งระหว่าง “งาน” “แฟน” และ “สุขภาพ” ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น หางานใหม่ หาที่พักใกล้ที่ทำงาน หรือหาแฟนใหม่เป็นคนในที่ทำงาน เพื่อให้มีเวลากับแต่ละด้านเพิ่มขึ้น

เจาะแก่น ก่อร่างสร้างนโยบาย

คำอธิบาย 5 แบบข้างต้น มีจุดที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ “การมีส่วนร่วมในบทบาท ทั้งงาน และนอกงาน” และ “ลดความขัดแย้งระหว่างบทบาทให้เหลือน้อยที่สุด”

องค์กรต่าง ๆ สามารถตั้งโจทย์จากจุดนี้ เพื่อตอบสนองต่องานและคนทำงานได้อย่างตรงเป้า โดย “แก่น” สำคัญของเรื่องนี้ ให้ดูที่

ปริมาณงาน – ชั่วโมงเฉลี่ยที่พนักงานใช้ในการทำงาน ความถี่ของการทำงานล่วงเวลา หรือการทำงานกะกลางคืน และสัดส่วนเวลาของพนักงานที่ใช้ในการทำงาน

ตารางการทำงานที่ยืดหยุ่น – การให้พนักงานสามารถยืดหยุ่นเวลาทำงาน หรือมีทางเลือกในการบริหารจัดการเวลาเพื่อรับมือภารกิจต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

สถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่น – การให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในการเลือกสถานที่ทำงาน เช่น เข้าออฟฟิศ สลับกับทำงานที่บ้าน หรือทำงานทางไกล

การดูแลครอบครัว – การมีโครงการดูแลเด็ก/ผู้สูงอายุ ที่ให้พนักงานส่งบุตรหลานหรือพ่อแม่ผู้สูงอายุไปฝากยังสถานดูแลได้ในขณะที่พนักงานทำงาน

ความสมดุลระหว่างชีวิตการงานและการดูแลครอบครัว จึงเป็นภารกิจที่ลำพังคน ๆ เดียวยากจะจัดสรรให้เกิดขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดสมดุลในชีวิต และสิ่งที่จะติดตามมา คือ คุณภาพชีวิต (ของบุคคล) และประสิทธิภาพการทำงาน (สำหรับองค์กร)

ที่มา: 

Work-Life Balance HR Training for Employee Personal Interventions: M. Joseph Sirgy & Dong-Jin Lee