หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยว่าด้วย “สมดุลชีวิต” ที่คนมักมองข้าม คือ ผู้ชายมีบทบาทในครอบครัวเพิ่มขึ้น
ข้อมูลทั่วโลกชี้ตรงกันว่า เกือบครึ่งของชายวัยทำงานกำลังเผชิญภาวะหมดไฟจากการแบกภาระงานและบ้านพร้อม ๆ กัน แต่ไม่กล้าปริปาก เพราะกลัวจะถูกมองว่า ไม่อดทน อ่อนแอ แค่นี้ก็รับผิดชอบไม่ได้
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะส่วนบุคคล แต่คือช่องว่างเชิงระบบที่เกิดขึ้นเมื่อบทบาทของคุณพ่อบ้านเปลี่ยนไปไวกว่าที่วัฒนธรรมองค์กรจะปรับตาม และหากปล่อยไว้ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่องค์กรต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว
เสียสุขภาพจิต เพราะแนวคิด “ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง”
Pew Research Center ในสหรัฐฯ สำรวจพบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์แรงงานยุคใหม่
- ปี 1965 คุณพ่อบ้านใช้เวลาดูแลลูกเฉลี่ย 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มเป็น 7 – 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- เวลาการทำงานบ้านของผู้ชายก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
- สัดส่วนของผู้ชายที่ดูแลครอบครัวเป็นหลัก โดยไม่ทำงานประจำ ก็เพิ่มขึ้นจาก 4% ในปี 1989 เป็น 23% ในปี 2021
การดูแลครอบครัวของคุณผู้ชาย มีราคาที่ต้องจ่าย
งานวิจัยเรื่อง Flexibility Stigma ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Social Issues พบว่าพนักงานชายที่ขอลาหยุดหรือลดชั่วโมงงานด้วยเหตุผลครอบครัว จะมีผลต่อรายได้และโอกาสความก้าวหน้าในระยะยาว งานวิจัยอีกชิ้นศึกษาการรับรู้ต่อมนุษย์พ่อที่ขอลางาน ว่า “ดูอ่อนแอ” ซึ่งเป็นมุมมองที่แย่กว่าพนักงานทั่วไปที่ไม่ทุ่มเทกับงานเสียอีก
ผลที่ตามมา คือความเครียดสะสมที่ไร้ทางออกของคนทำงาน ผลสำรวจปี 2024 พบว่าพ่อ 44% รู้สึกหมดไฟ และ 75% รู้สึกโดดเดี่ยว โดยพ่อมือใหม่มีความเสี่ยงซึมเศร้าและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อลูกใกล้ครบขวบปีแรก
ผลสำรวจสุขภาพจิตในที่ทำงานของ NAMI พบว่าพนักงานเกือบครึ่งกังวลว่าถ้าเปิดเผยปัญหาสุขภาพจิตกับเพื่อนร่วมงานจะทำให้ถูกมองเชิงลบ มีเพียง 13% เท่านั้นที่เคยบอกหัวหน้างานตรง ๆ ว่าสุขภาพจิตกำลังย่ำแย่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพเดียวกัน คือ คุณพ่อยุคใหม่ “ทำ” มากขึ้น แต่ “สื่อสารปัญหา” ได้น้อยลง เพราะวัฒนธรรมที่ทำงานยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับความเปราะบาง
เอเชีย: กฎหมายก้าวหน้า แต่วัฒนธรรมนิ่ง
หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียออกกฎหมายลาสำหรับบิดา แต่อัตราการใช้สิทธิจริงกลับต่ำมาก
ญี่ปุ่น มีกฎหมายลาดูแลบุตรของบิดา ตั้งแต่ปี 1991 และได้คะแนนสูงสุดจากรายงาน UNICEF Innocenti ในฐานะระบบลาสำหรับพ่อที่ดีที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ในปี 2017 มีพ่อญี่ปุ่น 5% ที่ใช้สิทธินี้ และแม้จะเพิ่มเป็น 14% ในปี 2021 อดีตนายกรัฐมนตรีคิชิดะยังต้องประกาศเป้าหมายระดับชาติที่ 50% ภายในปี 2024 และ 85% ภายในปี 2030 สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่วัฒนธรรมที่มองว่าพ่อที่ลางานคือพนักงานที่ไม่ทุ่มเท
เกาหลีใต้ มีพัฒนากรไปในทางที่ดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้ ระบุว่าในปี 2025 มีพ่อใช้สิทธิลาเลี้ยงลูกถึง 67,196 คน คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้ใช้สิทธิลาทั้งหมด เพิ่มขึ้น 60.6% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเกือบ 14 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2015 สะท้อนว่าเมื่อมีการผลักดันเชิงนโยบายควบคู่กับการเปลี่ยนทัศนคติสังคมอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงในเวลาไม่ถึง 10 ปี
สิงคโปร์ ยังอยู่อีกขั้วหนึ่งของสเปกตรัม คือให้สิทธิลาคลอดบิดาแบบรัฐจ่ายเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น แม้ผู้นำประเทศจะรณรงค์ให้พ่อใช้เวลาดูแลลูกมากขึ้น แต่งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบใน 21 ประเทศเอเชียชี้ว่านโยบายสาธารณะในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่ก้าวไม่พ้นกรอบคิดเดิมเรื่องความเป็นชายและบทบาทการเป็นพ่อ
ประเทศไทย: จุดเริ่มต้น ที่ตามหลังเพื่อน
จุดต่างสำคัญของไทยจากนานาชาติ เริ่มตั้งแต่ตัวกฎหมาย ที่สิทธิลาดูแลลูกของผู้ชาย 15 วัน เดิมมีผลบังคับใช้เฉพาะข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเพิ่งขยายครอบคลุมพนักงานเอกชนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
รายงานการประเมินสิทธิลาเพื่อครอบครัวแบบมีเงินเดือนในไทยโดย UNICEF พบข้อมูลว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวของไทยอยู่ที่ 29% ในปี 2023 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 48% และต่ำกว่าเป้าหมายองค์การอนามัยโลกที่ 50% งานวิจัยหลายชิ้นเชื่อมโยงตรงกันว่า การมีส่วนร่วมของพ่อในช่วงหลังคลอดมีผลโดยตรงต่ออัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
มีการศึกษา “พ่อมือใหม่” ในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ “อุปสรรคเชิงสถาบัน” คือสิทธิลาดูแลลูกที่จำกัด และการที่โรงพยาบาลมักให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกกับฝ่ายแม่เป็นหลัก โดยไม่ได้ดึงพ่อเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
ขณะที่งานวิจัยแบบผสมผสานในพ่อไทย 230 คน พบการแบ่งหน้าที่ระหว่างคู่สมรสอย่างชัดเจน โดย 53% ซึ่งชี้ว่าการสนับสนุนที่ตรงจุดจากทั้งครอบครัวและระบบสาธารณสุขสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของพ่อไทยได้จริง
เราจะรับมือเรื่องนี้กันอย่างไรดี
สำหรับองค์กร สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การมีนโยบายลาที่ดี แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานชายกล้าใช้สิทธิจริงโดยไม่ต้องกังวล วิธีที่ได้ผลในหลายองค์กรทั่วโลกคือการให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นตัวอย่างด้วยการใช้สิทธิลาอย่างเปิดเผย
อีกมาตรการสำคัญ ได้แก่ การยืดหยุ่นการทำงาน โดยเฉพาะรูปแบบทำงานจากบ้าน ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่าเชื่อมโยงโดยตรงกับการที่พ่อเข้าไปมีบทบาทในบ้านมากขึ้น รวมถึงฝึกอบรมหัวหน้างานให้รับรู้และตอบสนองต่อสัญญาณความเครียดของพนักงานชายอย่างจริงจัง ไม่ต่างจากที่ทำกับพนักงานหญิง
สำหรับตัวพนักงานเอง การยอมรับว่าบทบาทพ่อในวันนี้ มีน้ำหนักพอ ๆ กับเรื่องงาน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ การพูดคุยกับหัวหน้างานอย่างตรงไปตรงมาถึงภาระที่บ้าน การใช้สิทธิลาให้เต็มที่ และไม่ตัดสินเพื่อนร่วมงานที่เลือกทำแบบเดียวกัน ล้วนเป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรในระยะยาว
ข้อมูลจากทั่วโลกและในเอเชียชี้ตรงกันว่า บทบาทของพ่อในบ้านเปลี่ยนไปแล้วอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่กระแสหรือภาพลักษณ์ชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่วัดผลได้จริง แต่สิ่งที่ยังตามไม่ทันคือระบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กรและสังคม
สำหรับองค์กรที่อยากรักษาพนักงานคุณภาพในระยะยาว การมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้และมีแนวทางการรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยรักษาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ และมีความรับผิดชอบสูงไว้กับองค์กรได้อีกทางหนึ่ง
แหล่งข้อมูล
Pew Research Center. “For Father’s Day, 8 facts about American dads.” 2019.
Pew Research Center. “Modern Parenthood: Roles of Moms and Dads Converge as They Balance Work and Family.” 2013.
Fast Company. “More fathers are becoming the primary caregiver.” 2026.
Brega, C., Yerkes, M. A., & Grau-Grau, M. “Fathers Combining Work and Care.” Journal of European Social Policy, 2026.
Coltrane, S., et al. “Fathers and the Flexibility Stigma.” Journal of Social Issues, 2013.
Asian Journal of Comparative Law. “Misdirected by the ‘daddy quota’.” Cambridge Core, 2025.
The Korea Herald. “One in three parental leave users is now a dad.” 2026.
UNICEF Thailand. “Rapid Assessment of Paid Parental Leave Benefits in Thailand.” Full Report.
Sriyasak, A., et al. “Thai Fathers’ Involvement in Childcare During Early Childhood.” 2024.
ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว
แอด FFW LINE OA
