Search
Close this search box.
Hybrid Work

เรื่องงาน เรื่องครอบครัว คือเรื่องเดียวกัน

Work Life Balance เป็นประเด็นที่พูดถึงกันมากในปัจจุบัน เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้มองเรื่องการเงินและความสำเร็จทางอาชีพเป็นเพียงเป้าหมายเดียวของการทำงาน แต่มุ่งหวังการรักษาสมดุลเรื่องส่วนตัวและมิติด้านอื่นในชีวิตรวมเข้าไปด้วย

ชีวิตส่วนตัวไม่ได้มีแค่การพักผ่อนหย่อนใจ อย่างการออกกำลังกาย ไปเที่ยว ดูหนังฟังเพลง ฯลฯ แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานบ้าน การดูแลคนแก่ การดูแลลูก ฯลฯ

นักเศรษฐศาสตร์ระบุในทฤษฎีการทำงานว่า มนุษย์ต้องใช้เวลากับการทำงาน และการใช้ชีวิตส่วนตัว ทั้งสองอย่างนี้สัมพันธ์กัน โดยแบ่งความสัมพันธ์ของชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการงาน ตามยุคสมัย ดังนี้

  1. ยุคเกษตรกรรม มนุษย์อยู่กับบ้าน เพาะปลูกในที่อยู่อาศัย Work – Life จึงปนกันจนแยกไม่ออก
  2. สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มต้นในยุโรป ราวปี ค.ศ. 1790 – 1840 รูปแบบการทำงานเริ่มเปลี่ยนไป สามีต้องตื่นแต่เช้า ออกจากบ้านไปทำงานในโรงงาน กลับถึงบ้านตอนเย็น ส่วนภรรยามีหน้าที่ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก นักวิชาการระบุว่า ยุคนี้เองที่มนุษย์เริ่มแบ่งชีวิตส่วนตัว กับการงานออกจากกันอย่างชัดเจนตามพื้นที่ที่ใช้ คือ “ที่ทำงาน” และ “ที่บ้าน” โดยแต่ละเพศรับผิดชอบหน้าที่ต่างกัน
  3. สมัยที่ผู้หญิงเริ่มทำงานนอกบ้าน ในยุค ค.ศ. 1960 – 1970 ชีวิตงานและส่วนตัว ยังคงแบ่งแยก แต่ผู้หญิงแบก 2 เท่า ต้องรับผิดชอบทั้งงาน และภาระที่บ้าน เพราะสังคมยังคาดหวังเหมือนเดิม
  4. ยุคสื่อโซเชียลเฟื่องฟู โดยเฉพาะหลังโควิด-19 มนุษย์ได้สัมผัสกับการกลับไปทำงานที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเริ่มกลับมาปนกันอีกครั้งเหมือนสมัยเกษตรกรรม

โควิด คือจุดเปลี่ยน

ก่อนเกิดโควิด แนวคิดเรื่องการแยกชีวิตส่วนตัวกับชีวิตที่ทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนยึดถือ เช่น เมื่อเข้างาน ต้องไม่เล่นมือถือ งานเป็นงาน อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน ต้องทุ่มเทให้งาน 24 ชั่วโมง เป็นต้น

ดังนั้น ขอบเขต (Border) ของชีวิตงานและชีวิตส่วนตัวจะหนามาก ๆ ไม่เปิดโอกาสให้คนทำงานเลือกได้ทั้ง 2 อย่างพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น ระหว่างงาน กับ ครอบครัว ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียสละ

การมาของโควิดทำให้ Work-Life Border เลือนราง คนทำงานต้องประชุมออนไลน์ที่บ้าน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเลี้ยงลูก เฝ้าลูก ป้อนน้ำป้อนนม ทำงานบ้าน ทำอาหารเย็น ขณะที่กำลังคุยงานกับคนที่ทำงาน

สิ่งที่ตามมาคือ “ความเป็นส่วนตัว” “ความไม่สมบูรณ์แบบ” และ “ความเป็นมนุษย์” ของแต่ละคน ถูกเปิดเผยให้เห็นในพื้นที่ของการทำงาน ต่างจากช่วงก่อนหน้า ที่คนในที่ทำงาน ส่วนใหญ่นึกไม่ออกว่าเพื่อนร่วมงานมีชีวิตอีกด้านเป็นอย่างไร

โควิดยังทำให้สังคมเห็นว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มเททำงานแบบเดิม ๆ เช่น ต้องมาปรากฏที่โต๊ะทำงาน ให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเห็นเป็นที่ประจักษ์ จะเข้าออกงานต้องบันทึกเวลา หลายองค์กรเริ่มยืดหยุ่นการทำงาน ทั้งเรื่องเวลา – สถานที่ ซึ่งพบว่า ผลลัพธ์ของงานยังได้เท่าเดิม

โลก ไม่หมุนกลับ

ระยะหลัง องค์กรเริ่มปรับตัวอีกครั้ง พนักงานจำนวนมากเริ่มกลับเข้าออฟฟิศ สลับกับทำงานจากที่บ้าน ซึ่งเรียกว่า Hybrid Work เพราะเชื่อว่า การทำงานจากที่บ้านอย่างเดียวทำให้ความสัมพันธ์เพื่อนร่วมงานเหินห่าง และเมื่อพ้นระยะโควิด ระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทำงานจากนอกสำนักงานก็ย่อหย่อนลง หลายองค์กรเรียกคนกลับเข้าที่ทำงานแบบเดิม ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คือประสบการณ์ที่คนทำงานได้รับรู้แล้วว่า ชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว แยกกันไม่ได้ ทั้ง 2 สิ่งเกี่ยวพันกันเสมอ และส่งผลต่อมนุษย์งานในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน

  • วัยเริ่มทำงาน ต้องหาเงินใช้หนี้กู้ยืมการศึกษา หาเงินตั้งตัวซื้อรถซื้อบ้าน เริ่มต้นชีวิต ในวัยนี้อาจจะยังเห็นไม่ชัดเจน แต่ปัญหาเรื่องแฟน ความรักความสัมพันธ์กับคนรัก เป็นเรื่องที่เจอบ่อย
  • วัยทำงานมาสักพัก เริ่มต้องการใช้ชีวิตส่วนตัว เช่น ทำงานอดิเรก แต่งงาน สร้างครอบครัว เริ่มต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราลง บางคนมีลูก ก็ต้องดูแลลูก
  • วัยใกล้เกษียณ ลูกใช้เงินเยอะขึ้นถ้ายังเรียนไม่จบ และต้องช่วยต่ออีกถ้าลูกยังตั้งตัวไม่ได้ พ่อแม่ของคนทำงานวัยใกล้เกษียณกลายเป็นผู้สูงอายุเต็มตัว มีภาวะเจ็บป่วย ต้องพึ่งพิงลูกหลาน แถมคนทำงานในวัยนี้ ยังต้องวางแผนของตัวเองด้วยว่า จะทำอะไรหลังเกษียณ

ในโลกการทำงานที่แยกส่วนจากชีวิตส่วนตัว คนจำนวนมากเลือกที่จะลดภาระที่บ้าน โดยการไม่มีลูก แต่เมื่อโลกเคลื่อนสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ความจำเป็นในการดูแลผู้สูงวัยที่บ้าน เป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้ โดยเฉพาะในสังคมที่การดูแลผู้สูงอายุยังอาศัยกำลังหลักจากลูกหลาน

ความไปด้วยกันไม่ได้ ระหว่าง “ชีวิตงาน” กับ “ชีวิตครอบครัว” จึงยังเป็นโจทย์ที่ค้างคา โดยลำพังมนุษย์งานตัวคนเดียวดูจะเอาตัวรอดได้ยาก แต่หากองค์กรมีมุมมองที่เข้าใจ และเติมนโยบายที่ช่วยสนับสนุน (เหมือนตอนโควิดระบาด) ก็จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดให้กับคนทำงาน รวมทั้งลดผลกระทบที่จะเกิดกับงานไปพร้อมกัน

เรื่อง : พงศธร สโรจธนาวุฒิ

ข้อมูล :

www.forbes.com/
theconversation.com/