เครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว (Family Friendly Workplace Network) ร่วมการประชุมสนทนาเชิงนโยบาย (poicy dialogue) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family Friendly policies) ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ทั้งนี้ โดย นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้เข้าร่วมการประชุม พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการคลัง สมาชิกวุฒิสภา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมทั้งตัวแทนผู้ประกอบการเอกชน และภาคประชาสังคม

นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช. กล่าวเปิดการประชุม ว่าการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family-friendly policies) เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาประชากรเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว (พ.ศ. 2565-2580) ซึ่งมีการวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงโครงสร้างและคุณลักษณะของประชากร ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาประชากรไปสู่การ “เกิดดี อยู่ดี และแก่ดี” โดยเฉพาะการเกิดดี ที่มุ่งเน้นการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพและพัฒนาระบบที่เอื้อต่อการมีและเลี้ยงดูบุตร
อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางสำคัญในมติเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 โดยสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีบุตรและดูแลบุตรใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านเวลา มิติด้านการเงิน มิติระบบสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตร และมิติด้านกฎหมาย
โดยที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการดำเนินนโยบาย อาทิ การให้เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 0-6 ปี 600 บาท/เดือน/คน ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย การปรับกฎหมายเพื่อให้สิทธิวันลาคลอดมารดา (maternity leave) สูงสุด 98 วัน สิทธิประโยชน์เรื่องการมีบุตรของประกันสังคม การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก อีกทั้ง ยังมีภาคเอกชนร่วมส่งเสริมให้มีนโยบายการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ เช่น อนุญาตให้พนักงานลาคลอดได้ถึง 6 เดือน การปรับเวลาการทำงานของพ่อแม่ให้มีความยืดหยุ่นในการเลี้ยงดูบุตร การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายครอบครัว
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินในระดับนานาชาติในรายงาน Women, Business and the Law 2020 พบว่า ประเทศไทยมีคะแนนด้านความเป็นพ่อแม่ (parenthood) ต่ำที่สุด ซึ่งได้คะแนนเพียง 20 คะแนนจาก 100 คะแนน เนื่องจากกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการเลี้ยงดูบุตร/สนับสนุนพ่อแม่ให้มีเวลาได้อยู่กับบุตร ประกอบกับระบบสนับสนุนต่าง ๆ ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อและแม่ยังไม่ครอบคลุมและเพียงพอ

“การประชุมในวันนี้ เป็นโอกาสให้ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ได้หารือถึงแนวทางในการส่งเสริมการดำเนินโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัว และการปลดล็อกปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ โดยเฉพาะในสถานประกอบการ โดยที่ผ่านมา สสส. ได้ดำเนินงานร่วมกับเครือข่าย FFW ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญในการก้าวต่อไป เพื่อสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมในสถานประกอบการที่เอื้อให้ครอบครัวพัฒนาและเลี้ยงดูเด็กได้อย่างเหมาะสม ช่วยยกระดับความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว มุ่งสู่เป้าหมายในการสนับสนุนให้เด็กมีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ” น.ส.วรวรรณ กล่าว
นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย จากเกิดใหม่ปีละหลักล้านคน เหลือเพียงปีละ 5 แสนคน ส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวยากจน กระทบต่อการศึกษาและพัฒนาการของเด็ก
สสส. ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาวะที่ดี พัฒนาการสมวัย มีภูมิคุ้มกันในตัวเองต่อความเสี่ยงทางสุขภาพ และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ผ่านปัจจัยหนุนเสริมสำคัญ คือครอบครัว จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบข้อสังเกตสำคัญว่า การออกแบบสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัวควรต้องคำนึงถึงสภาพปัญหาที่พนักงานเผชิญด้วย โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความเข้มแข็งของครอบครัวและการตัดสินใจมีบุตร
สสส.จึงร่วมกับ สศช. พัฒนานโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีบุตรและดูแลบุตรของพนักงาน/ลูกจ้าง ผ่าน 4 มิติ
1.เวลา ส่งเสริมให้เกิดระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก เพิ่มสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และให้ พนักงานชายสามารถลาเพื่อดูแลครอบครัวได้
2.การเงิน ศึกษาความเป็นไปได้ของการให้เงินอุดหนุนค่าคลอดบุตร และการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดรายเดือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่มือใหม่
3.ระบบสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตร พัฒนาศูนย์ดูแลเด็กเล็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพและราคาย่อมเยา
4.กฎหมาย ผลักดันกฎหมายให้เอื้อต่อการสร้างครอบครัวสำหรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกฎหมายที่อนุญาตให้ครอบครัว LGBTQ+ สามารถจดทะเบียนสมรสและรับอุปการะบุตรได้ กฎหมายที่เกี่ยวกับการอุ้มบุญ และการกำหนดให้การมีบุตรยากเป็นโรคและสามารถใช้สิทธิรักษาได้
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นความแตกต่างของสถานประกอบการแต่ละขนาด ที่มีศักยภาพและแรงจูงใจที่แตกต่างกันในการดูแลพนักงานรวมทั้งครอบครัวของพนักงาน โดยตัวแทนจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว นำเสนอถึงแนวคิดการจัดสวัสดิการครอบครัวที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์สถานการณ์ปัญหาและความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกัน และเน้นย้ำว่าการจัดสวัสดิการและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร มีทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ
ที่ประชุมเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ น่าจะได้มีการเสวนาเพื่อให้ประเด็นนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวเกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้นในลำดับต่อไป




เครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว