• แนวทางการสำรวจข้อมูลครอบครัวของพนักงาน สำหรับองค์กร
.
ข้อมูลครอบครัวของพนักงาน หากองค์กรมีการรับรู้อย่างเหมาะสม ประโยชน์จะเกิดกับทุกฝ่าย
.
อย่างไร?
.
สมัยก่อนเราเชื่อกันว่า เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ต้องแยกจากกันอย่างเด็ดขาด
.
ตอนนี้ ทุกคนรู้แล้วว่า ชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัวส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ไม่ทางบวกก็ทางลบ
.
- เราเห็นตัวอย่างของหลายคน ที่ทุ่มเททำงานหนักก็เพื่อให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้คนในครอบครัวอันเป็นที่รัก
- เราเคยเห็นพนักงานบางคนรับผิดชอบงานได้ดีมาก อยู่ดี ๆ งานดร้อป หงุดหงิดจนเกิดการกระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงาน อันเป็นผลมาจากความเครียดที่บ้าน เช่น มีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย ทะเลาะเบาะแว้ง เกิดวิกฤติการเงินขึ้นในครอบครัว
- ในทางตรงกันข้าม การได้ไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว ในวันที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนดี มีรายชื่อสอบติดมหาวิทยาลัยดัง พ่อแม่ฟื้นจากการเจ็บป่วย เมื่อมีความสุขสบายใจ เราย่อมมีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมจะรับมือกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า
.
มีตัวอย่างอีกมากมาย ที่ทำให้เห็นว่า เรื่องที่บ้านไม่สามารถแยกขาดจากชีวิตการทำงาน
.
หากองค์กรเล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างโลกสองใบของคนทำงาน การบริหารจัดการเพื่อให้ครอบครัวเป็น “ขุมพลัง” ในการดำเนินชีวิต แทนที่จะเป็น “ตัวถ่วง” ที่ดึงรั้งประสิทธิภาพการทำงาน ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม
.
เรื่องในบ้าน ที่ทำงานต้องใส่ใจ
รู้ข้อมูลครอบครัวพนักงาน ดีต่อองค์กรอย่างไร?
.
- องค์กรสามารถสนับสนุน และปรับการทำงานให้เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่องาน ตัวอย่างเช่น
.
o บางองค์กรยืดหยุ่นเวลาเข้า/ออกงาน ให้พนักงานรับส่งลูกไปโรงเรียนได้ โดยกลับไปทำงานต่อที่บ้านในช่วงค่ำ
o หลายองค์กรพบว่าการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เด็กไม่เจ็บป่วยง่าย พนักงานไม่ต้องลาหยุดบ่อย ๆ
o กรณีเกิดเหตุวิกฤติในครอบครัว บางองค์กรให้พนักงานหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน (Leave without pay) หรือลดชั่วโมงการทำงาน หรือให้ทำงานจากนอกสำนักงานได้ ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
.
- พนักงานมีความพร้อมในการทำงานเพิ่มขึ้น เพราะความห่วงกังวลและความเครียดจากการดูแลรับผิดชอบครอบครัวลดลง และมีแนวโน้มจะทุ่มเทให้กับงาน เพราะรับรู้ถึงการสนับสนุนที่องค์กรมีให้
- หากองค์กรกำหนดนโยบายเรื่องสมดุลชีวิตการทำงานและการดูแลครอบครัวอย่างชัดเจน และส่งเสริมให้เกิดการสื่อสาร จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในหมู่เพื่อนร่วมงาน เพราะแต่ละคนได้รับรู้และเข้าใจสถานการณ์ที่เพื่อน ๆ เผชิญอยู่ และสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
- พนักงานพึงพอใจและผูกพันกับองค์กร เนื่องจากองค์กรแสดงความใส่ใจ และให้การสนับสนุนในช่วงเวลาที่มีความหมายต่อชีวิต ทั้งเรื่องที่น่ายินดี และเมื่อมีปัญหา หรือเผชิญความสูญเสีย
- ดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์
- ลดต้นทุนในการสรรหา และฝึกอบรมคนใหม่ทดแทนคนที่ลาออก
- ฯลฯ
.
ครอบครัวไทย หลากหลายกว่าที่คิด
เราอาจจะคุ้นเคยกันว่า “ครอบครัว” ประกอบด้วย พ่อ-แม่-ลูก แต่ความเป็นจริง ไม่เป็นเช่นนั้น
.
นั่นก็เพราะ ถึงแม้บริษัทจะมีพนักงานแค่สองคน แต่ละคนก็มีรูปแบบครอบครัวที่ต่างกัน ภาระรับผิดชอบจึงไม่เหมือนกันด้วย ตัวอย่างเช่น
.
- การเป็น “พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว” แบกรับรายจ่ายสูงกว่าคู่สามีภรรยาที่มีรายได้สองทาง
- “คนโสด” ใช่ว่าจะมีชีวิตอิสระเสรี เพราะเขาอาจมีพ่อแม่สูงวัยรอให้ดูแลอยู่ที่บ้าน
- คนวัยทำงานใช้ชีวิตตามลำพัง อาจกำลังส่งเงินเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ จนตัวเองแทบเหลือเงินไม่พอใช้
- พนักงานที่มีลูก ตอนลูกเดินเตาะแตะ กับลูกโตเป็นวัยรุ่น การดูแลย่อมแตกต่างกัน
- คนที่ดูแลผู้สูงอายุ รู้ดีว่าแต่ละช่วงอายุ และเงื่อนไขสุขภาพของแต่ละท่าน ต้องการการดูแลก็ไม่เหมือนกัน
- คู่รัก LGBTQ+ คือรูปแบบครอบครัวที่แพร่หลายของยุคนี้ หลายครอบครัวคิดถึงการมีลูก หรือบางครั้งต้องดูแลพ่อแม่สูงวัย
- ฯลฯ
.
ความแตกต่างเหล่านี้ ทำให้ความต้องการการสนับสนุนของพนักงานไม่เหมือนกัน ดังนั้น องค์กรจะออกแบบสวัสดิการ การดูแลช่วยเหลือ และสนับสนุนได้เหมาะสม ตรงโจทย์ความต้องการ คุ้มค่าคุ้มเวลาที่ใช้ไป ก็ต่อเมื่อมีการรับรู้ข้อมูลอย่างเหมาะสม
.
.

.
.
องค์กรจะได้ข้อมูลครอบครัวของพนักงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบสวัสดิการและการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทำได้หลายวิธี เช่น การจัดทำแบบสอบถาม การจัดสนทนากลุ่มย่อย (Focus group)
.
ตัวอย่างข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งควรผสมผสานระหว่างคำถามปลายปิด และปลายเปิด
.
.
1. ข้อมูลพื้นฐาน
.
- ข้อมูลทั่วไปของพนักงาน เพศ อายุ ตำแหน่งงาน อายุงาน
- ภูมิลำเนาเดิม/บ้านเกิด
- รูปแบบครอบครัว สมาชิกครอบครัวที่ต้องดูแล
- ความรับผิดชอบต่อสมาชิกครอบครัว
- อายุของสมาชิกครอบครัว ที่พนักงานต้องดูแล
- สุขภาพของสมาชิกครอบครัว ที่พนักงานต้องดูแล
- สิทธิสุขภาพของสมาชิกครอบครัว ที่พนักงานต้องดูแล
- ฯลฯ
.
2. ข้อมูลความสมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลครอบครัว
.
- ความสามารถในการตอบสนองความคาดหวังด้านการทำงานกับการดูแลครอบครัว
- ระดับความเครียดที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลครอบครัว
- ประสบการณ์การเกิดผลกระทบต่องานและการดูแลครอบครัว
- ระดับการสนับสนุนจากองค์กรในการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลครอบครัว
.
3. ข้อเสนอแนะเพื่อการสนับสนุนให้เกิดสมดุลระหว่างการทำงานและการดูแลครอบครัว (คำถามปลายเปิด)
.
.
Survey ข้อมูลอย่างไร “ไม่ละเมิด”
.
กฎหมายให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน โดยเฉพาะ “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” (Sensitive Personal Data) ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้เฉพาะเจาะจง หากถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าของข้อมูล หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ความคิดเห็นทางการเมือง พฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ (ลายนิ้วมือ เป็นต้น)
.
ดังนั้น องค์กร หรือ HR ควรขอความยินยอมอย่างชัดเจนจากพนักงาน โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการนำข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บไปใช้งาน ซึ่งข้อมูลต้องถูกนำไปใช้เท่าที่จำเป็นตามที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีมาตรการจัดเก็บข้อมูลและรักษาความปลอดภัยข้อมูลอย่างเหมาะสม
.
รับมือ “ความคาดหวัง”
อุปสรรคสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้องค์กรลังเลในการสำรวจและจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลความต้องการด้านสวัสดิการและการดูแลช่วยเหลือ ก็เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความคาดหวังในหมู่พนักงาน ที่องค์กรไม่สามารถตอบสนองให้ได้
.
มีคำแนะนำเพื่อรับมือกับความคาดหวัง ดังนี้
.
- สื่อสารอย่างชัดเจน ถึงวัตถุประสงค์ของการสำรวจ การนำข้อมูลไปใช้ รวมทั้งระยะเวลาดำเนินการ
- สร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นเป็นพิเศษ ให้กับหัวหน้าส่วนงาน เพราะคนกลุ่มนี้จะเป็นข้อต่อสำคัญในการสื่อสารและดำเนินงานในส่วนงานที่รับผิดชอบ
- เมื่อองค์กรจัดสวัสดิการหรือการสนับสนุนใด ๆ อันเป็นผลจากการสำรวจ ควรสื่อสารอย่างชัดเจนและทั่วถึง ทั้งเรื่องของข้อมูลสำคัญที่ได้จากการสำรวจ ขอบเขตที่องค์กรสนับสนุนให้ได้ รวมทั้งอธิบายถึงเหตุผลในการตัดสินใจขององค์กร โดยอาจใช้เครื่องมือสื่อสารภายใน เช่น อีเมล หรืออาจกำหนดเป็นวาระใน All-hands Meeting เพื่ออัปเดตข่าวสารและความเป็นไปของบริษัท เป็นต้น
.
อีกประเด็นที่จะช่วยลดความกังวลสำหรับองค์รในการจัดสำรวจข้อมูลครอบครัวของพนักงาน คือการปรับมุมมองจากที่เคยคิดว่าการจัดสวัสดิการและการสนับสนุนใด ๆ ให้กับพนักงานต้องใช้งบประมาณ ซึ่งจะเป็นต้นทุนขององค์กร และทำให้องค์กรไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของพนักงานได้
.
ที่จริงแล้ว การดูแลช่วยเหลือพนักงานในการดูแลครอบครัวทำได้หลากหลายวิธี และบางวิธีอาจะไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเลยก็ได้ ตัวอย่างเช่น
.
- การมีนโยบายสนับสนุนให้ในส่วนงานต่าง ๆ มีการพูดคุยเรื่องครอบครัวอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
- การสร้างช่องทางสื่อสารข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับครอบครัวพนักงาน เช่น ต้องการขอยืมเตียง/รถเข็นผู้ป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ และเพื่อนพนักงานสามารถให้ความช่วยเหลือได้
- การรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐ ที่พนักงานจำนวนมากอาจไม่ได้รับรู้ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานและคนในครอบครัวได้เข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น แอปพลิเคชัน “เป๋าสุขภาพ” เป็นต้น