บริษัทมีพนักงานทั้งหมด 250 คน เรื่อง Family Friendly Workplace เริ่มจากเหตุการณ์โควิด จากเดิมที่เราเองยังไม่เชื่อหรือมั่นใจนักในการทำงานแบบ Work From Home แต่พอโควิด เรา Work From Home 5 วันต่อสัปดาห์ และต้องยอมรับว่าบริษัทมีผลการประกอบการที่ดี พนักงานยังสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากที่ไม่มั่นใจ กลายเป็นวิสัยทัศน์ ในฐานะผู้บริหาร เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลง 3 อย่าง
อย่างแรกเลย คือการเชื่อใจพนักงาน เราเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมานานพอสมควร ถึงปีที่มีโควิด บริษัทมีอายุประมาณ 20 ปี เรารู้จักพนักงานเป็นอย่างดี เรามีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
หลังจากเกิดเป็นวิสัยทัศน์แล้ว เราก็ได้มีการลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยี เราได้ลงทุนในเรื่องส่งเสริมให้พนักงานทำงานจากบ้าน เดิมพนักงานบางส่วนที่ต้องมาออฟฟิศเราใช้ desktop ในช่วงโควิดเราได้เปลี่ยนเป็น Notebook ทั้งหมด และได้ให้อุปกรณ์สำนักงานบางส่วนให้กับพนักงานนำไปใช้ที่บ้าน เช่นพวกมอนิเตอร์ หรือส่งเสริมเพิ่มเติมในเรื่องของ การจ่ายค่าอินเตอร์เน็ต เรื่องจ่ายค่าแอร์ สามารถทำงานจากที่บ้านได้จริง ๆ
เรื่องที่สอง คือ การทำ Digital Transformation โควิดเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ บริษัทลงทุนเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ในเรื่อง Network เรื่อง Software และ Digital tools ต่าง ๆ ที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานจากบ้านได้จริง ๆ เราพบว่าผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าพนักงานจะไม่ได้มาทำงานที่บริษัท
ในช่วงโควิด ผมเป็นพนักงานคนเดียวที่เข้าที่ทำงานทุกวัน เนื่องจากเป็นผู้บริหารยุคเก่าที่ยังไม่ค่อยชินกับการทำงานที่บ้านสักเท่าไร สำนักงานอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร พื้นที่ประมาณ 800 ตารางเมตร ก็เปิดไฟอยู่คอร์เนอร์เดียว ทำให้ตระหนักว่า ในอนาคตสำนักงานอาจจะไม่จำเป็น
เราก็เลยตัดสินใจย้ายสำนักงานเข้ามาอยู่ในเมือง โดยลดขนาดจาก 800 ตารางเมตรลงมาเหลือแค่ 180 ตารางเมตร และสำนักงานที่เราย้ายไป มีลักษณะเป็น Coworking Space พื้นที่เช่ามีพื้นที่ให้พนักงานใช้งานได้ประมาณ 30-35 คนเท่านั้น ซึ่งเท่ากับ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมด เราปรับนโยบายจาก Work from home 5 วันต่อสัปดาห์ มาเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์ พนักงานที่ยังเข้าที่ทำงานทุกวัน ได้แก่ พนักงานคลังสินค้า พนักงานจัดส่ง และพนักงานบัญชี นอกจากนั้น ให้ทำงานจากบ้านได้
ยังมีเรื่องของ Flexible Hour ที่เราไม่บังคับเรื่องเวลาทำงาน ตัวผมเองทำงานกับฝรั่งมาตลอด เราวัดกันที่ผลงานและสร้างตัววัดที่สามารถวัดได้จริงว่าผลงานของบริษัทยังดีสม่ำเสมอ เราให้อิสระพนักงานเลือกเวลาทำงานเอง และพบว่า พนักงานทำงานหนักขึ้น เนื่องจากไม่ต้องออกจากบ้าน พนักงานหลายคนเริ่มทำงานตั้งแต่ 07:00 นาฬิกา ลูกค้าเริ่มโทรหา กว่าจะเลิกทำงานจริง ๆ ก็หนึ่งทุ่ม
พนักงานส่วนใหญ่สะท้อนว่า ชีวิตเขาดีขึ้น เนื่องจากไม่ต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงบนถนน ไม่ต้องแต่งตัวออกจากบ้าน ประหยัดค่ากินข้าวนอกบ้าน ประหยัดค่าเครื่องสำอาง การแต่งตัว แต่ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นมาก แล้วพนักงานก็มีความสุข ที่สามารถมีเวลาในการดูแลครอบครัว มีเวลาในการดูแลพ่อแม่ ดูแลบุตรหลานของตัวเองมากขึ้น
หลังจากปีโควิดเป็นต้นมาจนถึงปีปัจจุบัน เราพบว่าผลกำไรเราเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างทำให้มั่นใจว่า วัฒนธรรมแบบใหม่ที่เราสร้างขึ้น จะสามารถอยู่ได้ยาว และเป็น Win – Win ทั้งบริษัทและตัวพนักงานเอง
เรื่องที่ สาม ในอดีตเราต่อสู้แข่งขันในการจ้างพนักงานที่เป็น New Talent การที่เรามีสำนักงานอยู่นอกเมืองเป็นเรื่องยากมากที่จะดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถให้มาร่วมงาน แต่หลังจากเราย้ายมาอยู่ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวกมีรถไฟฟ้า ทำให้สามารถดึงดูด New Talent ให้มาทำงานได้จริง ตอนนี้สามารถดึงพนักงานในระดับที่ทำกับ Big 4 มาทำงานกับเราได้ เราคิดว่าตรงนี้ช่วยเรา Win-Win ในระยะยาวด้วย
สถานที่แห่งใหม่ เราเน้น Work – Life Balance มีพื้นที่ให้พนักงานพาครอบครัว พาลูกมาทำงานด้วยได้ ประสบการณ์เรื่อง work Life Balance ต้องขอบอกว่าเป็นทิศทางที่ Positive ผลงานของบริษัทดีขึ้นเรื่อย ๆ ยอดขายดีขึ้นเรื่อย ๆ พนักงานมีความสุข ในฐานะผู้บริหารเราอยากคงแนวทางนี้ไว้ต่อไป และแรงบันดาลใจจากที่ได้ฟังจากหลายท่านที่พูดมา ก็คิดว่าเรายังมีหลายอย่างที่เรายังทำได้เยอะ และเราก็อยากทำให้พนักงานของเรารักองค์กร และมีความสุขในการทำงานกับบริษัทเราตลอดไป
FFW Flash Talk โดย สุโรจน์ พนาสหธรรม Country Managing Director บริษัท โซเนพาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ในงานเปิดตัวมาตรฐานสถานประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับครอบครัว วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
คลิก ชมคลิปวิดีโอ