“ไม่มีความสำเร็จในหน้าที่การงานใด จะชดเชยความล้มเหลวในครอบครัวได้”

พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส.

ทุกองค์กรที่ตั้งขึ้นมาย่อมมีพันธกิจที่องค์กรต้องการไปให้ถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ บางองค์กรตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างผลกำไร บางองค์กรตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ดี และทุกวันนี้มีการพูดถึงการที่องค์กรจะต้องดูแลเรื่องความยั่งยืน และความต่อเนื่องขององค์กร ซึ่งถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญมาก และทุกองค์กรก็มีการดูแลเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงร่วมด้วย ซึ่งองค์กรต้องหมั่นติดตามและดูแลว่าอะไรคือความเสี่ยงขององค์กรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยั่งยืนหรือก้าวไปข้างหน้า

ยุคนี้คนทำงานทำงานหนักมากขึ้น จนมีคำว่า “Sandwich Generation” ซึ่งหมายถึงว่า คนวัยทำงานต้องรับภาระ 2 ด้าน ด้านแรกคือ การทำมาหาเลี้ยงชีพ และอีกด้านคือการดูแลคนในครอบครัว เพราะฉะนั้น คนทำงานจึงต้องเผชิญความท้าทายหลัก 2 เรื่อง ได้แก่ หนึ่ง เรื่องสุขภาพของตัวคนทำงานเอง การทำงานมากก็เสี่ยงต่อการ Burn Out ทั้งทางกายและใจ ซึ่งประเด็นนี้ สสส.ได้เข้าไปขับเคลื่อนเรื่องของการดูแลสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดป่วย ลดตาย ก่อนวัยอันควร และที่สำคัญจะช่วยทำให้เขาเป็นบุคลากรที่ลดปัจจัยเสี่ยง เสริมปัจจัยดี ทำให้เขามีผลิตภาพที่ดีต่อองค์กร สอง การดูแลครอบครัว เพราะ สสส.มองว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและความสมดุลในชีวิตของคนคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงมองว่าสองส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน

เรื่องเหล่านี้ทางองค์กรต้องมีการสำรวจ ติดตาม และคอยตรวจสอบความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของคนทำงานด้วย ถามว่า ถ้าพูดเรื่องการดูแลครอบครัว มีหลายแนวทาง แต่แนวทางที่เราให้ความสำคัญมากซึ่งเป็นแนวทางที่มาจากทางยูนิเซฟ นั่นคือ Family Friendly Workplace หรือ นโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัว

สำหรับ Family Friendly Workplace สามารถสรุปได้เป็น 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย

หนึ่ง “เวลา”

วัย 0 – 3 ปีเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อพัฒนาการที่เหลือของชีวิตเด็กคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นพ่อและแม่ควรจะมีเวลาดูแลลูกของเขาอย่างใกล้ชิดและมีคุณภาพ รวมถึงการทำงานที่มีความยืดยุ่นด้านเวลา (Flexible hour) เพื่อให้พนักงานมีอิสระในการบริหารจัดการเวลา หรือแม้กระทั่งนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรได้ใช้เวลาสำคัญกับครอบครัว

สอง สภาพแวดล้อม

ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ หลายโรงงานหากพบว่าพนักงานตั้งครรภ์จะมีการโอนย้ายตำแหน่งงานไปอยู่ในส่วนงานที่ลดความเสี่ยง เพื่อให้บุคลากรปลอดภัยมากขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วงหลังคลอดก็พยายามจัดสิ่งอำนวยความสะดวก ให้ชั่วโมงดูแลลูก หรือมุมให้นมบุตร บางที่อาจจะทำศูนย์เด็กเล็กเพื่อช่วยดูแลลูก ๆ ในระหว่างที่พ่อแม่ทำงานด้วย

สาม สวัสดิการ

หลังมีลูกแล้ว ครอบครัวจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น หลายองค์กรให้ทุนการศึกษา หรือแม้กระทั่งสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ เพื่อลดภาระของบุคลากร

ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งหลัก ๆ ที่นโยบายเป็นมิตรกับครอบครัวพยายามเชิญชวนองค์กรให้ลุกขึ้นมาทำ และแน่นอนว่าก่อนจะทำองค์กรต้องมีการสำรวจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความต้องการขององค์กรหรือไม่ หรือสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อตัวพนักงานหรือต่อองค์กรหรือไม่

หลายครั้งคนอาจจะมองว่าการจัดทำนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัว ต้องมีการลงทุนเพิ่มหรือไม่ เราพบว่าหลายองค์กรใช้วิธีการปรับเปลี่ยนสวัสดิการบางอย่างที่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้ หรือใช้แล้วไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ยกตัวอย่างบางองค์กรมีงบประมาณการจัดสังสรรค์ประจำปี ซึ่งบางองค์กรก็มองว่าอาจจะปันงบประมาณในส่วนนี้มาจัดทำนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัว ซึ่งสามารถทยอยทำได้ในเรื่องที่เห็นถึงความสำคัญจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด แต่ต้องมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว และหวังผลในเชิงของความยั่งยืน

ผมเชื่อเสมอว่า ไม่มีความสำเร็จในหน้าที่การงานใด ที่จะไปชดเชยความล้มเหลวในครอบครัว เพราะฉะนั้น จึงอยากชวนทุกองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เพราะที่สุดแล้ว ความสำเร็จที่จะเกิดจะเกิดกับตัวพนักงาน ครอบครัว และนำพาไปถึงความสำเร็จขององค์กร แน่นอนไปถึงประเทศเราด้วยเช่นกัน

พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “นโบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงาน” ในการประชุมเริ่มต้นการดำเนินงานพัฒนามาตรฐานสถานประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับครอบครัว สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ สนามเป้า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วยตัวแทนสถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมการพัฒนามาตรฐานสถานประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับครอบครัว ซึ่งเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัวจัดขึ้นในปีนี้