Search
Close this search box.

CSR ที่ดี ต้องเริ่มต้นจากคนในองค์กร

เรื่อง : วาสนา เดชวาร

การสนับสนุนสวัสดิการสำหรับพนักงานในสถานประกอบการ ที่ครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย เป็นแนวคิดและแนวทางที่สำคัญที่มีการดำเนินงานมาบ้างแล้วในหน่วยงานภาครัฐ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน คือหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการดำเนินงานสนับสนุนสวัสดิการสำหรับพนักงาน ตลอดจนให้คำชี้แนะอย่างใกล้ชิดแก่สถานประกอบ การอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

โสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน จะมาบอกกล่าวถึงภารกิจของ กสร.ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญ ในการจัดทำสวัสดิการ เพื่อที่จะดำเนินการให้เกิดผลได้จริงในขั้นตอนการปฏิบัติ ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ลูกจ้าง มีองค์ความรู้ในการทำงานด้วยจะได้เกิดประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกจ้างแรงงาน นอกจากนี้ยังเสนอมุมมองในเรื่อง ทิศทางของสวัสดิการในอนาคตด้วยว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด

ทำไมสถานประกอบการ จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลพนักงานและครอบคลุมไปจนถึงครอบครัว แม้ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรก็ตาม

สวัสดิการเป็นตัวที่จะทำให้นายจ้างได้ใจลูกจ้างมากกว่า การจ้างอาจได้แค่แรง แต่สวัสดิการจะช่วยให้แรงงานมีผลิตภาพแรงงานดีขึ้นและทำงานให้สถานประกอบการ เหมือนกับเป็นการดูแลบ้านของตัวเองด้วยความผูกพันระหว่างกันจะได้ดีขึ้น

ถ้าสวัสดิการงานก้าวไกลไปถึงการดูแลคนที่เขารักทั้งบ้าน นั่นหมายถึงครอบครัว เพราะเดี๋ยวนี้ปัญหาของแรงงานไม่ใช่ปัญหาแค่รายได้ แต่ปัญหาส่วนหนึ่งคือการต้องดูแลคนในครอบครัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือคนที่ต้องดูแลพ่อแม่สูงวัยในบ้าน สวัสดิการที่ดูแลลงไปถึงครอบครัวจะสร้างให้เขามีขวัญกำลังใจ และให้ผลิตภาพแรงงานที่ดีขึ้นแก่ผู้ประกอบการ

นโยบายไหนที่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้การสนับสนุนและคิดว่ามีความสำคัญต่อพนักงานและลูกจ้าง

ในเรื่องสวัสดิการมีทั้งในกฎหมายและนอกกฎหมาย ซึ่งเราให้ความสำคัญทั้ง 2 ตัว แต่ทำอย่างไรจะจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาเห็นความสำคัญของการจัดสวัสดิการ คือเราจะไปบอกให้นายจ้างจัดสวัสดิการให้ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ทั้งต้นทุนทางด้านเงิน ในเรื่องสถานที่ ในเรื่องเวลา

ทำอย่างไรถึงจะให้ผู้ประกอบการกับลูกจ้าง รู้สึกว่าองค์กรแห่งนี้คือบ้านของคุณร่วมกันและดูแลร่วมกัน ลูกจ้างเป็นฝ่ายรับในเรื่องของค่าจ้าง สวัสดิการ นายจ้างเป็นผู้ออกทุน ส่วนกรมสวัสฯ เป็นผู้ทำให้สองฝ่ายเห็นผลดีของสวัสดิการ และได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ได้ผลิตภาพเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งลดลง ข้อผิดพลาดลดลง และเมื่อไหร่ที่คุณมีความจำเป็นเร่งด่วน คุณจะได้ใจจากลูกจ้างมาช่วยงาน

ช่วงโควิด ประเด็นการดูแลไปถึงครอบครัวเป็นอย่างไร

จากที่กระทรวงแรงงานไปทำงาน ในเรื่องการป้องกันโควิดในโรงงาน รวมทั้งที่อื่นๆ เราพบว่าส่วนหนึ่งคือ แรงงานจะติดมาจากครอบครัว เพราะฉะนั้นหลายโรงงานที่มีศักยภาพ จึงมีการฉีดวัคซีนให้กับครอบครัวพนักงาน ตรวจคัดกรองให้ครอบครัวด้วย หรือถ้าต้องมีการกักตัวจะมีสถานที่ให้ลูกจ้างกักตัวอยู่ในโรงงาน ไม่นำเชื้อไปติดให้ครอบครัว นี่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สถานประกอบการสามารถดูแลพนักงานได้

แนวโน้มระยะถัดไป กรมสวัสฯ มีนโยบายอย่างไรหากพูดถึงเรื่องสวัสดิการที่ครอบคลุมไปถึงครอบครัว

นอกจากดูแลในช่วงโควิดแล้ว ในอนาคตไม่รู้ว่าจะมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอีกหรือเปล่า แต่เราก็ต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับบริบทยุคใหม่ ทั้งเรื่องโรค การป้องกันโรค สวัสดิการของผู้สูงอายุ สวัสดิการเรื่องสุขภาพอนามัยเพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับปรับเปลี่ยนรูปแบบงาน อีกหน่อยแรงงานที่มีอายุจะขยายขึ้น มีการจ้างงานคนสูงวัยมากขึ้น

ทำอย่างไร ทั้งสองฝ่ายจะเกิดความพร้อมและคุยกันเพื่อเปลี่ยนลักษณะงานให้เหมาะสม และมีสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุคือสวัสดิการโดยเชิงเศรษฐกิจ ในวันนี้เราทำอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งคือสหกรณ์ออมทรัพย์ แต่พบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มีประโยชน์ต่อลูกจ้างในแง่ของการกู้ยืม แต่หลักๆ อยากให้เป็นในเรื่องของการออม เพื่อวันที่คุณเกษียณจะได้มีเงินก้อนเก็บไว้

สวัสดิการสำหรับครอบครัวลูกจ้าง ทิศทางในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไร

ถ้าโควิดยังอยู่ต่อ การ Work From Home นายจ้างจำเป็นที่ต้องลงทุนแล้วในเรื่องอุปกรณ์การทำงานที่บ้าน เพราะไม่ใช่ว่ามีคอมพิวเตอร์แล้วจบ แต่ควรดูแลค่าเน็ต ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ด้วยแม้พนักงานจะประหยัดการเดินทางก็ตาม ควรมีการพูดคุยกันระหว่างสถานประกอบ การและพนักงาน เพราะถ้านายจ้างจัดให้เองฝ่ายเดียวแต่ลูกจ้างไม่อยากได้ ประโยชน์ก็จะไม่เกิด การพูดคุยกันโดยผ่าน คณะกรรมการสวัสดิการ จะเป็นช่องทางในการจัดสวัสดิการลงไปสู่ครอบครัวได้

ซึ่งกรมสวัสฯ พยายามจะผลักดันให้คณะกรรมการนี้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอนนี้กระบวนการตั้งต้นคือต้องมาจากการเลือกตั้ง ให้ลูกจ้างเลือกตั้งกันเอง และเขาจะเป็นปากเสียงให้กับลูกจ้างส่วนใหญ่ ในส่วนของฝ่ายนายจ้างเราต้องมุ่งเน้นให้เห็นภาพว่า ทำไมการจัดบริการจึงจำเป็นต่อสถานประกอบการ

การสนับสนุนสวัสดิการไปถึงครอบครัวพนักงาน มีความยากหรืออุปสรรคอย่างไร

อุปสรรคอยู่ที่ถ้าเราให้นายจ้างเป็นผู้ลงทุนก็เป็นความยาก แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการที่มีจริยธรรม มีวิสัยทัศน์ที่มองไกลไปมากกว่านั้น ว่าจะดูแลไปถึงครอบครัวพนักงาน ทำให้ลูกจ้างจงรักภักดีต่อบริษัท ยินดีที่จะทำเกินหน้าที่ ยินดีที่จะดูแลอะไรให้ดีขึ้น และมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ถ้าบริษัทใดที่มุ่งแต่ผลกำไรอย่างเดียว มองพนักงานเป็นเครื่องจักร ก็จะไม่ได้ใจพนักงานในการทำงาน

การจัดสวัสดิการไปถึงครอบครัวหมายถึงคุณกำลังซื้อไปถึงใจลูกจ้าง เพื่อให้ได้ใจเขามาในการทำงาน นอกจากได้ Hand กับ Head แล้วยังได้ Heart มาด้วยในการทำงาน

ในกรณีที่พนักงานมีพ่อแม่สูงวัย อาจเป็นสาเหตุให้ต้องออกจากงานเพื่อไปดูแล มีแนวทางในเรื่องนี้อย่างไร

ต้องพิสูจน์ได้ว่าสถิติตรงนั้นมันสูงไหม คนที่จะลาไปดูแลพ่อแม่ ฐานะต้องดีพอสมควร คุณลาไปแล้วอาชีพคุณคืออะไร แต่ถ้ามองว่าเรายังมีรายได้จากเงินเดือน ก็ส่งเงินไปให้พ่อแม่ อยู่ในชนบทไม่ค่อยมีปัญหา ถ้ามีญาติพี่น้องมีคนรู้จักเยอะหมู่บ้านก็ช่วยกันดูขอให้มีเงินเถอะ

เรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ น่าจะทำในระดับภาครัฐร่วมมือกับภาคชุมชน แต่ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมได้ เช่น ถ้าโรงงานคุณมีคนอีสานเยอะและอยู่ในทีมเดียวกัน ลองไปร่วมวงกับ กระทรวง พม. หรือหน่วยงานในชุมชน โดยจ้างศูนย์ดูแลหรือจ้างคนที่ทำหน้าที่คล้าย อสม. ไปดูแลที่บ้าน แล้วโรงงานคุณลงขันกันสนับสนุน ทั้งเรื่องอุปกรณ์เรื่องค่าแรง น่าจะมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าคุณเป็นลูกจ้างระดับล่างและมีปัญหาเรื่องนี้จะทำได้ยาก ต้องทำงานระดับเครือข่ายกันมากกว่า

เรื่องแม่เลี้ยงเดี่ยว มีความเป็นไปได้ในเรื่องสวัสดิการมากน้อยแค่ไหน ในแง่ของการเข้ามาในระบบที่การดูแลยังไม่ค่อยเห็นมากนัก

ในแง่ของแรงงานในระบบ สวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยวที่พอจะทำได้คือ ช่วยแบ่งเบาในเรื่องของลูก เช่น จัดทำมุมนมแม่ มีสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนเข้าวัยเรียน เพื่อลดรายจ่ายของแม่ มีสถานประกอบการบางแห่งที่ลงทุนทำศูนย์เลี้ยงเด็ก เพราะคนงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

และพบว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มีลูกกันเยอะ มีปัญหาเรื่องเข้างานสาย ออกงานเร็ว เพราะต้องรีบไปรับไปส่งลูก ถ้าแก้ปัญหาด้วยการมีห้องแล้วจ้างคนมาดูแล ทางสถานประกอบการก็น่าจะยินดีที่จะลงทุนทำ

เวลาพูดถึงสวัสดิการที่ไปถึงครอบครัวของพนักงาน น่าจะมีหน่วยงานไหนที่เข้ามาช่วยกันได้

ถ้ามองในเรื่องคุณภาพของการทำงาน เด็กและคนแก่ที่บ้านอาจเป็นลูกค้าของ กระทรวง พม. ส่วนลูกของคนแก่อยู่ที่โรงงานก็เป็นลูกค้าของเรา กระทรวงแรงงาน เด็กอยู่กระทรวงศึกษา ทำอย่างไรเราถึงจะ ทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับสวัสดิการจากรัฐหรือจากที่เราจัดหา ต้องมีการพูดคุยบูรณาการ ถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกระทรวงจะไม่ตรงกัน แต่ก็สามารถจูนกันได้
งานหลักของเราคือการบังคับใช้กฎหมาย พอมีกฎหมายก็สั่งการได้ไม่ยากแต่สิ่งที่เราต้องการมากกว่านั้นคือนอกเหนือกฎหมาย ซึ่งต้องใช้ศิลปะขั้นสูงที่จะเข้าไปส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญของสวัสดิการพนักงาน

ฝ่ายบุคคลมีส่วนสำคัญแค่ไหน ในการจัดสวัสดิการให้พนักงาน เพราะหลายองค์กร HR มีบทบาทมากในการนำเสนอ

มีส่วนสำคัญ ถ้า HR เป็นคนดีดูแลกิจการให้นายจ้างดี มองสวัสดิการที่จัดให้ลูกจ้างดี ทำให้ได้งานที่ดีก็จะจัดให้ แต่ถ้ามองว่าสวัสดิการให้พนักงานเป็นเรื่องไร้สาระ เสียเงิน ไม่บอกทั้งผู้บริหารและไม่จัดให้พนักงาน เมื่อปัญหาหลายๆ เรื่องหมักหมมพนักงานมาประท้วงหน้าโรงงาน หลายเคสที่เราพบพอเจ้าของตัวจริงลงมาคุยกับลูกจ้างปัญหาหมดไปเลย บางทีเราก็ต้องทำงานกับฝ่ายบุคคลด้วย โรงงานที่มีแบรนด์ต่างๆ ยาวนาน ส่วนใหญ่มาจากการบริหารฝ่ายบุคคลดี บริษัทที่ไม่มีบรรษัทภิบาล ถึงแม้จะรวยเร็วปรู๊ดปร๊าดแต่สักวันก็จะล้มไม่สามารถอยู่ได้ 20-30 ปี

สมัยก่อนเวลาลูกจ้างอยากได้อะไรก็ทำโดยชูมือประท้วง บางทีอาจทำให้จบเรื่องแต่ก็เป็นเหมือนแก้วร้าว ลูกจ้างควรรวมตัวกันนำเสนอสิ่งที่ดี ๆ และให้สิ่งที่ดี ๆ กลับไปหานายจ้างเพื่อแลกสวัสดิการที่ดีขึ้น ตรงนี้เป็นภารกิจที่เราต้องพยายามดันกันต่อ ถ้าคนดีเจอคนดีแล้วคุยกันเองทำเพื่อกันและกันก็ไม่จำเป็นต้องมีกรมสวัสฯ เลย

ประเทศไทย กระแส CSR กำลังมาแรง ผู้บริหารรุ่นใหม่ควรมองกระแสนี้อย่างไร

เรื่อง CSR บางทีทำแบบการตลาดด้วย เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ขององค์กร แต่ CSR ที่ดีต้องเริ่มต้นจากคนในองค์กรก่อน แล้วคนข้างในจะเริ่มทำกับคนในชุมชน หลายบริษัทที่มีปัญหาเรื่องมลพิษ จะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านรอบชุมชนเข้ามาตรวจโรงงาน 6 เดือนครั้ง และบริษัทจะอธิบายกระบวนการ ดูแลน้ำเสียให้ดีก่อนที่จะปล่อยลงคลอง

การทำแบบนี้ทำให้ได้ใจทั้งประธานชุมชนและชาวบ้าน ได้ใจถึงระดับประเทศ แล้วลูกจ้างจะภูมิใจในบริษัทของเขา ทำอย่างไรถึงจะจูงใจให้ผู้บริหารยุคใหม่เห็นเรื่องแบบนี้ เพราะเรื่อง CSR ตอนนี้เป็นเรื่อง World Wide แล้ว อย่าทำเพื่อแบรนด์อย่างเดียว ควรจะทำ CSR อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดประโยชน์ ต่อชุมชนสังคม และประเทศ