สมิติเวช ดูแลกายใจ ลดรายจ่ายให้พนักงานและครอบครัว

ด้วยแนวคิด “พนักงานคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด” นับเป็นจุดเริ่มต้นนโยบายของโรงพยาบาลสมิติเวช ที่มุ่งเน้นให้ทุกคนต้องดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวเป็นลำดับแรก เพื่อที่จะสามารถดูแลผู้รับบริการได้ดีที่สุด โดยให้การดูแลทั้งเรื่องทางกาย ทางใจ และทางการเงิน

นายแพทย์นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เผยถึงแรงจูงใจที่ทำให้องค์กรหันมาสนใจที่จะดูแลในเรื่องของสวัสดิการ ตลอดจนการสนับสนุนครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็งในบริบทสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการทำสวัสดิการนี้

  • แรงจูงใจอะไรทำให้โรงพยาบาลสนใจเรื่องสวัสดิการ และสิ่งที่ทำให้พนักงานรวมถึงครอบครัวมีความสุข

นพ.นิธิวัฒน์ – จากนโยบายของ CEO ของกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและบีเอ็นเอ็ชที่ให้ความสำคัญกับความสุขและความผูกพันของบุคลากรเป็นอย่างยิ่ง เราในฐานะโรงพยาบาลเป็นผู้นำนโยบายมาปฏิบัติให้เป็น Happy Work Place หนึ่งในกระบวนการก็คือ การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของแพทย์และพนักงาน รวมไปถึงระบบการเงินด้วย การดูแลเรื่องของทางกาย เช่น การให้วัคซีน การดูแลเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) การส่งเสริมชมรมการออกกำลังกาย ทำให้เขาห่างไกลจากเรื่องของโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคจากการทำงาน เป็นต้น

ในเรื่องของทางใจ เราทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุขกับการทำงาน สิ่งที่ต้องดูแลนอกเหนือไปจากตัวพนักงานเอง คือดูแลครอบครัวสายตรงด้วย เช่น คนที่มีลูกอ่อนจะมาทำงานอย่างไรที่ทำให้เขาไม่ต้องกังวลทั้งเรื่องลูกและงาน จึงมี Day Care ให้กับพนักงานนำลูกมาฝากเลี้ยงได้

อย่างที่ 2 เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานอย่างไรให้เขามีความสุข และในเรื่องของการเงิน เราทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคาร เรื่องของการให้ความรู้การออม การลงทุน การลดหนี้ การไม่สร้างหนี้ ส่งเสริมเรื่องของการออมในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น

อย่างที่ 3 เนื่องจากเราเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ดูแลโรคซับซ้อน คนไข้มาก พนักงานอาจมีความเครียดกับการทำงาน ทุกปีเราจะมีแบบประเมินเรื่องความสุขของพนักงาน ถ้าคนไหนประเมินแล้วมีภาวะความเครียดสูง ก็จะมีการเข้าคลาสและมีช่องทางให้ปรึกษากับจิตแพทย์ได้

  • มีสวัสดิการที่ครอบคลุมไปถึงพ่อแม่ด้วยหรือไม่

นพ.นิธิวัฒน์ –พ่อแม่สายตรงของพนักงานประจำ ได้รับส่วนลดค่ารักษาพยาบาล 50% และแพทย์เองก็มีส่วนร่วมในการดูแลโดยไม่คิดค่าแพทย์รักษาด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้พนักงานมีความสุขทั้งทางกายและทางใจที่ได้ดูแลพ่อแม่ตนเอง

  • ขอย้อนกลับไปถึงสวัสดิการ เช่น เรื่อง มุมนมแม่ หรือเนิร์สซอรี ยังมีการตอบรับดีอยู่ไหม

นพ.นิธิวัฒน์ – ยังมีการตอบรับดีอยู่ เพราะโรงพยาบาลมีการสนับสนุนส่งสริมการให้นมแม่อย่างจริงจัง มีทีมนมแม่และคลินิกนมแม่ที่คอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือตลอดเวลา มี Hotline ให้คำปรึกษา นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านนมแม่ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและของรัฐ อัตราความสำเร็จของการให้นมแม่หลังคลอดระหว่างอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่า 80% และเมื่อผ่าน 6 เดือนยังมากกว่า 50%

  • ประชากรเด็กที่ลดลง ในแง่ของคนไข้เป็นอย่างไร คนมาคลอดน้อยลงไหม

นพ.นิธิวัฒน์ – เนื่องจากโรงพยาบาลเราดูแลขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ แม้อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลง คนมีลูกน้อยลง และมีลูกเมื่ออายุมากขึ้น มีความเสี่ยงสูงขึ้น หน้าที่เราคือจะต้องดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างไรให้ความเสี่ยงของคุณแม่และลูกลดลง

นอกจากนี้ยังมีการเข้าใช้บริการเทคโนโลยีเพื่อการเจริญพันธุ์มากพอสมควร เพราะเมื่ออายุมากก็มีลูกยากขึ้นและจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น จึงกลายเป็นว่าด้วยคอนเซ็ปต์เราที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ “3 P Concep: Prediction Prevention Promotion” จึงตองโจทย์คุณแม่ตั้งครรภ์และครอบครัวได้มากขึ้น ทำให้อัตราการคลอดที่นี่ไม่ลดลง จะมีคุณแม่ตั้งครรภ์เข้ามาหาเราและถูกส่งต่อมาให้เราช่วยดูแลเพิ่มมากขึ้น

  • มองว่านโยบายเรื่องส่งเสริมการเกิด อะไรที่จะช่วยให้คนอยากมีลูกเพิ่มขึ้นได้

นพ.นิธิวัฒน์ – อยากให้นโยบายรัฐพิจารณาในเรื่องการให้สวัสดิการเพิ่มเติมจากปัจจุบัน เช่น ค่าใช้จ่ายการทำ IVF ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเลี้ยงดูบุตรในขวบปีแรก หรือการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายระหว่างการตั้งครรภ์ คลอดบุตรและการเลี้ยงดูบุตรในขวบปีแรก เป็นต้น

 

 

  • ช่วงปิดเทอม พนักงานหรือคุณหมอพาลูกมาเยอะไหม

นพ.นิธิวัฒน์ – ช่วงปิดเทอม คุณหมอจะขอลาพาลูกไปเที่ยวมากกว่า แต่ถ้าไม่ไปก็พาลูกมาที่โรงพยาบาลได้ เรามีห้องพักแพทย์ให้เขาพาลูกมาอยู่รอคุณพ่อคุณแม่ได้

  • มีการดูแลระดับนี้ อัตรา Turn over เป็นอย่างไร

นพ.นิธิวัฒน์ – เฉพาะที่สาขาสุขุมวิท มีพนักงานประจำประมาณ 1200 คน แพทย์ประจำประมาณ 200 คน พนักงานเราแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ที่เป็นสายวิชาชีพคือพยาบาล เภสัชกรเป็นต้น กับสายที่ไม่ใช่วิชาชีพ

2 กลุ่มนี้ อัตราการไหลออกจะไม่เท่ากัน ถ้าเป็นภาพรวมประมาณ 6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั่วไป ที่นี่เป็นองค์กรอายุ 45 ปีแล้ว แต่โครงสร้างด้านบุคลากรยังสมดุลทั้งในอายุปฏิทินและอายุงาน พนักงานอายุงานต่ำกว่า 40 ปี กับ 40 ปีขึ้นไป ยังคิดเป็น 50-50 จากความสุขในองค์กรเขาจะอยู่จนกระทั่งเกษียณที่อายุ 60 ปึ

  • ปัจจัยให้เกิดความสำเร็จในการทำสวัสดิการนี้ คืออะไร และมีปัจจัยที่ใดมาหนุนเสริมบ้าง

นพ.นิธิวัฒน์ – ผมว่ามีหลายมิติมาก ตั้งแต่นโยบายใหญ่จาก CEO ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ทิศทางต้องเป็นอย่างไร ฝ่าย HR นโยบายและการสนับสนุนเป็นอย่างไร ฝ่ายบริหารโรงพยาบาลตั้งแต่ผู้อำนวยการลงไปถึงระดับพนักงานเป็นอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องเป็นลูกศรไป-กลับถึงกันตลอดเวลา การสื่อสาร การปฏิบัติจริง และเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นเราต้องเอามาศึกษา แก้ไข และเอามาปฏิบัติให้เกิดผลให้เห็นจริง อาจจะไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ว่าภาพใหญ่ต้องเห็นว่า

สิ่งที่เราพูดกันนี้ เป็นรูปธรรมจริง เวลาทำ Engagement Survey จะเป็นเสียงของพนักงานกลับมาหาเรา ต้องเอาตรงนี้มาวิเคราะห์ แล้วลงไปสนับสนุนและแก้ไขอย่างเหมาะสม ค่าเฉลี่ยของ Doctor and Staff Engagement ที่เราทำทุกปีก็สูงกว่า 80%

 


 

พอได้ยินเรื่องสวัสดิการ ทำให้อยากให้เขารับเราเข้าทำงาน

 “จบปริญญาโทต่างประเทศ แล้วก็มาทำงาน AE โฆษณา แล้วด้วยความที่ Life Balance มันไม่ได้ จึงหางานใหม่ จนมาได้งานที่นี่ ทำมาเกือบ 11 ปีแล้ว ไม่เคยทำงานที่ไหนนานเท่านี้มาก่อน เพราะสังคมคนทำงานดี สวัสดิการดีมาก ตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยได้ยินสวัสดิการเรื่องเอาลูกมาเลี้ยงที่ทำงานได้ ได้ยินแต่ที่เมืองนอก ซึ่งเรารู้ตอนที่มาสัมภาษณ์ ทำให้อยากให้เขารับเราเข้าทำงาน แม้ว่ายังไม่มีครอบครัวของตัวเอง

ที่นี่มีเว็บไซด์ HR Space ในการประชาสัมพันธ์ข่าวโปรโมชันต่าง ๆ ให้พนักงานตลอดเวลา ทำให้รู้สิทธิประโยชน์ตัวเอง อย่างตอนที่เราตั้งครรภ์แล้วใกล้จะคลอดลูกคนแรก กังวลมาก แต่ด้วยความที่สังคมที่นี่เพื่อนดี เราจะต้องบอกตามสายงานทั้งหมดว่าเมื่อเราไม่อยู่แล้วใครจะมาทำแทน และนายค่อนข้าง Flexible ด้วยความที่รองผู้อำนวยการท่านดูเกี่ยวกับดิจิตอลเป็นหลัก ท่านก็จะสั่งงานออนไลน์ ซึ่งมันก็จะ flexible สำหรับเราด้วย และระหว่างลาคลอด 3 เดือนนั้นเราสามารถคุยงานได้เลย

พอมีลูกคนที่สอง น้องคลอดตอน 7 เดือน อาจารย์นิธิวัฒน์ให้หยุดอยู่บ้าน 1 เดือน และยังแนะนำให้มานอนที่โรงพยาบาล เพราะคนเล็กต้องอยู่ตู้อบ 3 เดือน เนื่องจากคลอดก่อนกำหนด เรียกว่าสวัสดิการที่นี่ดีมาก สวัสดิการดูแลคลอดลูกได้ 2 คนไม่มีค่าใช้จ่าย และให้ลูกทุกคนที่อายุไม่เกิน 1 ปีมาเลี้ยงที่ Nursery ได้ ซึ่งเราได้ใช้บริการทั้ง 2 คนเลย

นอกจากนี้ในเรื่องค่ารักษาพยาบาล คุณแม่และสามีเคยมาใช้บริการด้วย โดยได้สิทธิพิเศษลด 50% ซึ่งพ่อแม่ และสามีที่จดทะเบียนและลูกนั้น เวลาที่พามารักษาที่สมิติเวช คุณหมอก็ไม่คิดค่าแพทย์ เพราะผู้อำนวยการขอความร่วมมือหมอ และคุณหมอก็เห็นว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน

ในส่วนของวันหยุด งานเลขามีหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ มีวันหยุดแบบลากิจ ประมาณ 30 วัน แต่ถ้าหยุดเกินที่กำหนด จะถูกหักพอยต์ 0.5 ซึ่งน้อยมาก และถ้าเรามี memo จริง ๆ อย่างเช่นตอนที่นกต้องหยุดเพราะมานอนโรงพยาบาล 1 เดือน ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ด้วย แล้วอย่างตอนคลอดลูก HR มาถึงห้องคลอดเลย และบอกว่าเขาทำอะไรให้เราแล้วบ้าง แล้วเราต้องทำอะไรแค่ไหนบ้าง”

นก-ณัฐณิชา เติมทรัพย์สาร เลขานุการ รองผู้อำนวยการ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท