โทรนัดหมอ-ติดต่อ รพ. งานหนักสุด ดูแลคนป่วยในครอบครัว

  1. การดูแลบ้าน
  2. การดูแลชีวิตส่วนตัว/ชีวิตประจำวัน
  3. การให้กำลังใจ
  4. การดูแลด้านการแพทย์
  5. การจัดการเอกสารด้านกฎหมาย/การเงิน
  6. การประสานงานสุขภาพ เช่น หาข้อมูล ติดต่อ-นัดหมายโรงพยาบาล เช็คข้อมูลประกันสุขภาพ

เวลาที่คนในบ้านเจ็บป่วย 6 ข้อนี้ เรื่องไหนยุ่งยากและเป็นภาระมากที่สุด?

งานเสียเวลา – สูบพลัง ที่คนไม่ค่อยรู้

คำถามข้างต้น ถ้าตอบ ข้อ 6 คุณคือ 1 ในคนส่วนใหญ่ของเรื่องราวที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้

ที่ประเทศแคนาดา มีการสำรวจข้อมูลจากพนักงาน 915 คนที่ต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวไปด้วย พบว่า คนส่วนใหญ่ตอบข้อ 6

ทั้งที่ข้อ 6 “การประสานงานสุขภาพ” ใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 1.5 ชั่วโมง/เดือน น้อยกว่างานดูแลประเภทอื่น ๆ มาก แต่เพราะภารกิจนี้ต้องทำในเวลางานพอดี ไม่ว่าจะโทรนัดหมอ คุยกับพยาบาล เจ้าหน้าที่ประกัน ล้วนต้องทำตอนที่หน่วยงานเหล่านั้นเปิดทำการ ซึ่งก็จะตรงกับเวลาที่คนส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงานด้วยเช่นกัน

ที่สหรัฐฯ มีข้อมูลจากคลินิกจิตบำบัดแห่งหนึ่ง วิเคราะห์เคสผู้ดูแล 22 คนในช่วง 6 เดือน พบว่า 54.5% ของคนที่มาใช้บริการ ระบุว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เครียดมากที่สุด ไม่ใช่การดูแลคนป่วย แต่คือความยุ่งยากวุ่นวายจากการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัยด้านสาธารณสุขจาก Johns Hopkins เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “invisible labor” งานที่ไม่มีใครมองเห็นหรือรับรู้ ทั้งที่มันกินเวลาและพลังใจไปมากมาย

ปัญหานี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และเริ่มมีความพยายามแก้ไขในรูปแบบต่าง ๆ กัน

เยอรมนี ออกกฎหมายให้พนักงานลาแบบคุ้มครองการจ้างงานได้หลายระดับ ตั้งแต่ลาฉุกเฉิน 10 วัน ไปจนถึงลดชั่วโมงงานได้นาน 24 เดือน

ไต้หวัน ตั้งศูนย์สนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัวทุกเมือง ให้บริการทั้งการจัดการเคส ฝึกทักษะ และคำปรึกษาทางจิตใจ
ประเทศที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ตรงประเด็นเรื่อง “การประสานงาน” ที่สุด คือ ญี่ปุ่น

รีวิวระบบประกันการดูแลระยะยาวของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเริ่มสร้างระบบประกันการดูแลระยะยาว หรือ Kaigo Hoken ตั้งแต่ปี 2543 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวให้คนวัยทำงาน

ปี 2558 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศชัดเจนว่าจะ “ขจัดการลาออกจากงานเพราะภาระดูแลผู้สูงอายุ” ให้หมดไป

ปี 2559 ญี่ปุ่นจัดประเด็นนี้ใหม่ให้เป็นมาตรการเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องประกันสังคมเหมือนที่ผ่านมา เพราะมองเห็นแล้วว่า การที่คนวัยทำงานต้องออกจากงานไปดูแลพ่อแม่ กำลังซ้ำเติมปัญหาแรงงานขาดแคลนของประเทศที่หนักอยู่แล้ว

จากจุดนี้ ญี่ปุ่นออกแบบระบบสิทธิการลาที่น่าสนใจคือ สิทธิลาที่สอดคล้องกับขั้นตอนการดูแลจริง เช่น ให้ลาได้ 93 วัน แบ่งเป็น 3 ช่วงได้ เริ่มจาก ช่วงเริ่มดูแลที่บ้าน ช่วงย้ายเข้าสถานที่ดูแล และช่วงสุดท้ายของชีวิต

สิทธิลาระยะสั้น 5 วัน/ปี ถูกกำหนดให้นับเป็น “รายชั่วโมง” ได้ด้วย จากการประเมินระยะเวลาการหารือเพื่อวางแผนการดูแลกับบุคลากรการแพทย์หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เหล่านี้เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนว่าผู้ออกแบบนโยบายเข้าใจจริง ๆ ว่างานประสานงานคือปัญหาหลัก

ตัวช่วยสำคัญสำหรับคนทำงาน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือระบบที่เรียกว่า “仕事と家庭の両立支援プランナー” หรือแปลได้ว่า Work-Family Balance Support Planner เดิมเรียกว่า Care Support Planner หรือ Kaigo Planner ก่อนจะเปลี่ยนชื่อให้ครอบคลุมเรื่องการดูแลลูกด้วย

ระบบนี้ทำงานง่าย ๆ โดยบริษัทขนาดเล็ก – กลาง ที่มีพนักงานต้องดูแลคนในครอบครัว สามารถยื่นขอรับบริการนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หน่วยงานจะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารแรงงานไปที่บริษัท โดยมีคู่มือมาตรฐานที่จัดแผนให้เลือกปรับใช้ตามสถานการณ์ ช่วยออกแบบ “แผนสมดุลงาน-การดูแล” ให้กับพนักงานเป็นรายบุคคล พร้อม checklist สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแผนภาพขั้นตอนตั้งแต่ยื่นขอลาจนถึงกลับเข้าทำงาน

บริษัทที่ทำแผนนี้จริงจังจนมีพนักงานได้ใช้สิทธิลาสำเร็จ ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 กฎหมายเปลี่ยนจาก “แนะนำ” เป็นบังคับ ให้ทุกบริษัทต้องแจ้งพนักงานเป็นรายบุคคล และสอบถามความต้องการ เมื่อรู้ว่าพนักงานคนนั้นต้องเป็น “ผู้ดูแล” และต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อ อย่างน้อย 1 มาตรการ ถ้าไม่ทำตาม อาจถูกประกาศชื่อต่อสาธารณะว่า เป็นบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตจากนักวิชาการว่า การขยายสิทธิลาแบบนี้อาจเป็นการ “ยอมรับ” ว่าระบบประกันสังคมไม่มีงบพอ แล้วก็โยนภาระให้ครอบครัวมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริง ๆ

ไทยอยู่ตรงไหนของเรื่องนี้

กลับมาที่ไทย ข้อมูลที่พอหาได้ชี้ว่าเรากำลังเผชิญโจทย์คล้ายกัน คือสำนักงานสถิติแห่งชาติที่รายงานอัตราการพึ่งพิงผู้สูงอายุของไทยเพิ่มจาก 10.7 ในปี 2537 เป็น 31.1 ในปี 2567 หมายความว่าวัยทำงาน 100 คน ต้องรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่ารายจ่ายในจ้าง “คนดูแล” ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงทั้งหมด จะต้องใช้งบประมาณกว่าสี่หมื่นล้านบาทต่อปี

มีงานวิจัยนำร่องที่เชียงใหม่ ทดลองระบบ “Community Integrated Intermediary Care” ซึ่งเป็นบริการดูแลชั่วคราวในชุมชนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย คล้ายแนวคิด respite care ที่หลายประเทศทำ แต่ยังเป็นแค่โครงการวิจัยขนาดเล็ก ไม่ใช่นโยบายระดับชาติ

ในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจ รายงานของ UNDP Thailand ปี 2566 ประเมินว่างานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงไทยมีมูลค่าถึง 4.2% ของ GDP เทียบกับผู้ชายที่ 1.3% เท่านั้น ตัวเลขนี้บอกเราว่าภาระนี้มีความหนักและไม่เท่าเทียมทางเพศพอสมควรอยู่แล้ว

สิ่งที่ไทยยังไม่มีคือ กลไกที่จะช่วยรองรับคนวัยทำงานอย่างเป็นระบบ มนุษย์งานชาวไทยจึงต้องแบกภาระทั้งหมดไว้เอง สิ่งที่องค์กรมองเห็น คือพนักงานยุ่งวุ่นวายอะไรไม่รู้ แต่ไม่ได้งาน ขาดสมาธิ ประสิทธิภาพลด ความผิดพลาดเพิ่ม

ที่ทำงาน ปล่อยไม่ได้แล้ว

กฎหมายเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์ชัดเจนคือองค์กร

ในสังคมผู้สูงอายุ ที่พนักงานจำนวนมากต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ที่พร้อมจะเจ็บป่วย เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นตลอดเวลา สิ่งที่องค์กรทำได้เลยเพื่อกอบกู้ประสิทธิภาพงาน อาจเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเปิดให้พนักงานพูดถึงภาระการดูแลได้โดยไม่ถูกมองในแง่ลบ การจัดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่น โดยเฉพาะช่วงที่ต้องโทรติดต่อโรงพยาบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ หรือแม้แต่การมี “จุดให้คำปรึกษา” ในที่ทำงาน ให้พนักงานรู้ว่ามีใครสักคนที่พอจะช่วยตอบคำถามพื้นฐานเรื่องการดูแลได้ ก็จะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของคนที่ต้องแบกภาระได้ไม่น้อย

เพราะสุดท้าย สิ่งที่คนดูแลต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่แค่ “เวลา” แต่คือการรู้ว่าตัวเองไม่ต้องแบกเรื่องยุ่งยากทั้งหมดอยู่คนเดียว

แหล่งข้อมูล