คุณแม่ยุคใหม่: กลับไปทำงานก็ไม่รอด สร้างงานเองก็ไม่รุ่ง

ส่องสถานการณ์ “แบกยกกำลังสอง” ของสตรีไทย

35% คือสัดส่วนของผู้หญิงไทยวัยแรงงานที่อยู่นอกระบบการจ้างงาน

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุ คำตอบอันดับหนึ่ง คือ

“ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว และดูแลบ้าน

ตัวเลขนี้สูงกว่าสาเหตุอื่นทุกข้อ และสูงกว่าฝั่งผู้ชายอย่างชัดเจน เพราะในกลุ่มผู้ชายที่ออกจากกำลังแรงงาน สาเหตุอันดับหนึ่ง คือการศึกษาต่อ

นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่เป็นโครงสร้างที่ฝังลึกในสังคมไทยมานาน แต่ปีนี้ ปัญหาทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งไทยและประเทศทั่วโลก จนนักเศรษฐศาสตร์นานาชาติมีศัพท์เฉพาะ เรียกว่า “Mom-cession”

เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อ “แม่” ถูกทำร้าย

เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุด ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้อยมามองไทย

KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาธุรกิจรายใหญ่ที่สุดของโลก ชี้ว่าอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิง วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงกลางปี 2569 สวนทางกับผู้หญิงที่ไม่มีลูกและผู้ชายส่วนใหญ่ที่มีอัตราเพิ่มขึ้น

สาเหตุหลักมี 2 ข้อ

ข้อแรกคือ นโยบายเรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศหลังโควิด-19 ขยายตัวรวดเร็วมาก จนในไตรมาสแรกของปี 2569 ตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐฯ ที่เป็นการทำงานทางไกลแบบเต็มรูปแบบเหลือแค่ 4% เท่านั้น ขณะที่ 77% เป็นงานที่ต้องเข้าออฟฟิศเต็มเวลา

ข้อที่สองคือ วิกฤตการดูแลเด็ก ที่รุนแรงขึ้นหลังกองทุนสนับสนุนค่าดูแลเด็กจากยุคโควิดหมดอายุลงในปลายปี 2566 ทำให้เด็กเล็กเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีศูนย์ดูแลเด็กที่มีมาตรฐาน

เมื่อความยืดหยุ่นในการทำงานหายไป บวกกับไม่มีใครดูแลลูก คนที่ต้องตัดสินใจลาออกหรือลดชั่วโมงงานลง ก็คือแม่

แบกยกกำลังสองของสตรีไทย

บ้านเรา ยังไม่มีศัพท์บัญญัติแบบ “Mom-cession” แต่ตัวเลขและโครงสร้างปัญหากลับสะท้อนภาพคล้ายกันอย่างชัดเจน

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 21.7 ของประชากรทั้งหมด

สิ่งที่ต่างจากสหรัฐฯ คือ ผู้หญิงไทยวัยแรงงานไม่ได้แบกภาระแค่ “ลูก” แต่กำลังแบกภาระคู่ขนานทั้งการดูแลเด็กและการดูแลผู้สูงอายุไปพร้อมกัน

จากการสำรวจผู้สูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่าภาระงานดูแลในครัวเรือนไทยตกอยู่กับผู้หญิงสูงถึงร้อยละ 73.8

ขณะที่ระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ของภาครัฐเองก็ขาดแคลนผู้ดูแลถึง 80,000 คน เพราะค่าตอบแทนต่ำเพียงเดือนละ 5,000 – 6,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กระทรวงแรงงานกำหนดไว้ที่วันละ 535 บาทเสียอีก

สร้างงานเอง ..ก็ไม่รุ่ง

บริการดูแลเด็กในไทยมีปัญหาไม่ต่างจากสหรัฐฯ

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวนมากในไทยเผชิญปัญหานโยบายที่ไม่ชัดเจน งบประมาณไม่เพียงพอ และบุคลากรมีจำนวนน้อย สวนทางกับจำนวนเด็กที่ต้องดูแล ทำให้ครอบครัวจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของท้องถิ่น หรือฝากญาติผู้สูงอายุช่วยเลี้ยงดูแทน

เมื่อบริการดูแลเด็กที่มีคุณภาพเข้าถึงได้ยาก ผู้หญิงจำนวนหนึ่งจึงเลือกออกจากงานประจำไปทำธุรกิจส่วนตัว เพราะคาดหวังความยืดหยุ่นที่สูงกว่า

กระนั้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 กลับพบว่าในจำนวนผู้มีสถานะนายจ้างทั่วประเทศ 929,700 ราย มีนายจ้างผู้หญิงเพียงร้อยละ 26 เท่านั้น สะท้อนว่าเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการเองก็ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนและการถูกเลือกปฏิบัติ

กลับเข้าออฟฟิศ ..ก็ไม่รอด

อีกหนึ่งแรงกดดัน คือองค์กรทั่วโลกที่พากันยกเลิกนโยบาย Work From Home ที่เคยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้พ่อแม่วัยทำงานประคองทั้งงานและครอบครัวไปพร้อมกันได้ในช่วงหลังโควิด

ในบ้านเราไม่มีข้อมูลที่แสดงผลกระทบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางตลาดแรงงานที่ลดความยืดหยุ่นลงเรื่อย ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้หญิงวัยทำงานที่พึ่งพาความยืดหยุ่นมากที่สุดอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

ผู้หญิงไม่รอด เศรษฐกิจไม่รุ่ง

ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องการตัดสินใจของผู้หญิงแต่ละคน แต่เป็นผลลัพธ์ในภาพรวม ได้แก่

  • บริการดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่เข้าถึงได้จริง
  • รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นเพียงพอ
  • ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับงานดูแลทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นงานดูแลในบ้านหรืองานดูแลที่มีค่าจ้าง

ในระดับนโยบาย ประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวที่น่าติดตาม อย่างโครงการ Care Economy ของกระทรวงแรงงานที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผู้ดูแลและลดช่องว่างของบริการดูแล
แต่ในระดับองค์กร นี่คือจุดที่นายจ้างและสถานที่ทำงานเข้ามามีบทบาทได้จริงและเร็วที่สุด
องค์กรที่ออกแบบนโยบายลาเพื่อดูแลครอบครัวอย่างเหมาะสม เปิดทางเลือกการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับพนักงานที่มีภาระดูแล และมองเห็นคุณค่าของ “งานดูแล” ไม่ต่างจากงานที่สร้างรายได้โดยตรง ไม่เพียงช่วยรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์ไว้กับองค์กร แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวที่ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะ “ผู้หญิงหายไปจากตลาดแรงงาน” อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ขณะนี้

เพราะที่สุดแล้ว ตัวเลข 35% ที่ว่าไว้ตอนต้น ไม่ใช่แค่สถิติในรายงาน แต่คือศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังสูญเสียไป ตราบเท่าที่ปัญหานี้ยังไม่ถูกแก้ที่ต้นตอ

แหล่งข้อมูล

Fortune: The Great Exit — Return-to-office demands and skyrocketing childcare push young mothers out of the workforce, KPMG research finds

ประชาไท: Care Economy ในสังคมสูงวัย: งานดูแล ความเปราะบาง และความท้าทายเชิงโครงสร้างการพัฒนาไทย

สำนักงานสถิติแห่งชาติ: ตัวชี้วัดแรงงาน พ.ศ. 2566

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA