การเลี้ยงลูก เป็นเรื่องเศรษฐกิจของชาติ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
Moms First คือความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แนวคิดหลักคือการสร้างชุมชนของบรรดาคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกไปด้วยทำงานไปด้วย นำโดย เรชมา เซาจานี ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ ของ Moms First ซึ่งร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไร Share Our Strength
งาน Moms First Summit จัดขึ้นครั้งแรก ที่ Times Center ในมหานครนิวยอร์ก เมื่อกลางปีนี้ มีผู้เข้าร่วมหลากหลาย ทั้งอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฮิลลารี คลินตัน, รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ จีนา ไรมอนโด, นักแสดงและนักเคลื่อนไหว จีนา เดวิส รวมถึงผู้ว่าการรัฐ บุคคลระดับผู้บริหารองค์กร สื่อมวลชน ไปจนถึงคุณแม่และเด็ก ๆ
แอนนา มาไลกา ทับส์ นักเขียนและนักวิชาการ ซึ่งมากับลูกน้อยวัย 6 เดือน กล่าวถึงงานของเธอในการเล่าเรื่องราวของคุณแม่ในขบวนการสิทธิพลเมือง เพื่อเตือนความจำที่สังคมมักหลงลืมว่า ต้นทุนการดูแลเด็กที่สูงและการขาดมาตรฐาน มีส่วนทำให้ผู้หญิงต้องออกจากงาน ซึ่งส่งผลไม่เฉพาะแต่กับคนทำงาน แต่ยังรวมถึงผู้จ้างงานที่ไม่ลงทุนในนโยบายเหล่านี้ด้วย
ด้าน เกรตเชน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน กล่าวว่า “การที่ผู้หญิงจะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือการดูแลลูก และการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงค่าจ้างที่ยุติธรรมในสถานที่ทำงาน” โดยเสริมว่าเธอเองได้ผลักดันนโยบายให้สิทธิเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ลาดูแลครอบครัวได้แบบมีเงินเดือน และกำหนดนโยบายจ่ายค่าจ้างเท่าเทียม เธอบอกอีกว่า “ปัญหาทั้งหลายที่บรรดาคุณแม่มนุษย์งานและครอบครัวต้องเผชิญนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นปัญหาเศรษฐกิจ”
ผู้หญิงส่วนใหญ่ คือ “คุณแม่มนุษย์งาน”
เซาจานี ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ ของ Moms First กล่าวว่า ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงาน แม่ที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปีราว 74% กำลังทำงาน หรือหางานทำในปี 2023 เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่า มีผู้หญิงจำนวนมากในสหรัฐฯ ที่ต้องการทำงานไปด้วยและเลี้ยงลูกไปด้วย
เคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะต้องเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ไขปัญหา รัฐส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดให้มีสิทธิการลาเพื่อดูแลก่อนคลอดแบบมีเงินเดือน ซึ่งหมายความว่า คนทำงานที่มีลูกต้องใช้วันลาป่วยหรือวันลาหยุดพักร้อนเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอด นี่เป็นกรณีดีที่สุด ส่วนกรณีเลวร้ายสุดคือ ต้องลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง
คำพูดของโฮชุลเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เธอลงนามในกฎหมายงบประมาณของรัฐปี 2025 เมื่อเดือนเมษายน ทำให้รัฐนิวยอร์กเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจัดหาสวัสดิการดูแลแรงงานหญิงก่อนคลอดแบบมีเงินเดือน โดยจ่ายค่าจ้างเท่ากับการทำงานอย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 52 สัปดาห์
เธอยืนยันว่า การดูแลเด็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกของพนักงาน ให้มีสุขภาพและพัฒนาการที่ดี เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะเด็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศ
นโยบายของรัฐนิวยอร์กเป็นส่วนเพิ่มเติมของนโยบายลาป่วยแบบมีเงินเดือน ซึ่งกำหนดให้ผู้จ้างงานรายใหญ่ต้องให้สิทธิพนักงานลาคลอดแบบมีเงินเดือนสูงสุด 56 ชั่วโมงต่อปีตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2025
เลี้ยงลูก คือวาระของ “ไตรภาคี“
ที่ประชุม Moms First Summit ยังเน้นย้ำถึงผลตอบแทนที่องค์กรธุรกิจจะได้รับจากการลงทุนด้านสวัสดิการ ที่มุ่งให้พนักงานสามารถทำงานพร้อมกับการดูแลครอบครัวไปด้วยได้
โดยนำเสนอผลการศึกษาเมื่อเดือนมีนาคม โดย Boston Consulting Group และ Moms First พบว่า นายจ้างที่ลงทุนในสวัสดิการดูแลเด็กได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 90% ถึง 425%
มอลลี เดย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Moms First กล่าวว่า “การดูแลเด็กเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล”
UPS ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งระดับโลก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ภาคธุรกิจที่เข้าร่วมการศึกษาดังกล่าว พบว่า หลังจากจัดสวัสดิการดูแลเด็ก โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ช่วยลดการขาดลามาสายของพนักงานได้ โดยเฉพาะพนักงานหญิง
นันโด เซซาโรเน ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ UPS ในสหรัฐฯ บอกว่า “ภาคธุรกิจควรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้” และเสนอสวัสดิการดูแลเด็กในสถานที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานต้องหยุดงานจากปัญหาการดูแลเด็กที่ไม่คาดคิด เช่น ผู้ดูแลเด็กล้มป่วย หรือลางาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ พบว่า มีลูกจ้างเพียง 12% เท่านั้น ที่เข้าถึงสิทธิประโยชน์ในการดูแลลูกของบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ และหลายคนมองการจัดสถานที่ดูแลเด็กในที่ทำงานว่าเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะสำหรับบริษัทขนาดเล็ก แต่นายจ้างสามารถช่วยเหลือด้านการดูแลเด็กได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น
เชอริล โอลด์แฮม รองประธานอาวุโสของมูลนิธิหอการค้าสหรัฐฯ กล่าวถึง “โครงการ Tri-Share” ซึ่งเป็นโครงการภาครัฐและเอกชนที่นายจ้าง ผู้ปกครอง และรัฐต่าง ๆ ร่วมกันจ่ายเงินสมทบเพื่อสนับสนุนค่าดูแลเด็ก ณ เดือนตุลาคม 2023 มีรัฐ 6 รัฐ รวมถึงมิชิแกน นอร์ทแคโรไลนา และนอร์ทดาโคตา เป็นส่วนหนึ่งของรัฐที่นำแนวทาง Tri-Share มาใช้
โอลด์แฮมย้ำว่า “ทุกคนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้”
ที่มา :