ทำงานไม่เต็มที่ เลี้ยงลูกไม่เต็มร้อย – คำรับสารภาพของพ่อแม่มนุษย์งาน

“ทำได้ไม่ดีทั้งสองอย่าง”

คือข้อความสั้น ๆ ที่สรุปความรู้สึกของพ่อแม่มนุษย์งานได้ตรงที่สุด

Pew Research Center เปิดผลสำรวจพ่อแม่ที่ทำงานเต็มเวลาทั้งคู่กว่า 2,242 คน พบว่า 2 ใน 3 ของแม่ยอมรับว่าให้ไม่ได้ไม่เต็มร้อยกับการดูแลบ้าน และเกินครึ่งก็บอกว่าให้ 100% กับงานไม่ได้เช่นกัน

สำนักข่าว NPR เผยแพร่ข้อมูลวิจัยในสหรัฐฯ ชิ้นนี้เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และกลายเป็นประเด็นที่พ่อแม่ทั่วโลกอ่านแล้วรู้สึกคุ้นเคยมาก รวมถึงพ่อแม่ไทยที่แม้จะไม่มีตัวเลขสำรวจแบบนี้ในบ้านเรา แต่ก็สัมผัสได้ถึงเรื่องจริงที่ยิ่งกว่าผลวิจัยนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ครอบครัวเปลี่ยนไป ปัญหาเปลี่ยนไป

ผลสำรวจของ Pew Research Center เจาะกลุ่มพ่อแม่ที่ทำงานเต็มเวลาทั้งสองคนโดยเฉพาะ พบว่าฝั่งพ่อก็เจอปัญหาไม่ต่างกันมาก แม้ตัวเลขจะน้อยกว่าฝั่งแม่

ครึ่งหนึ่งของพ่อบอกว่าให้ 100% กับบ้านไม่ได้ และ 1 ใน 3 บอกว่าให้ 100% กับงานไม่ได้ด้วยเหมือนกัน

ที่น่าสนใจคือโครงสร้างครอบครัวอเมริกันเปลี่ยนไปมากในช่วง 50 ปี สัดส่วนครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานเต็มเวลาทั้งคู่ เพิ่มจากราว 31% ในปี 1975 มาเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของครอบครัวทั้งหมดในปัจจุบัน ขณะที่รูปแบบครอบครัวดั้งเดิมแบบ “พ่อทำงานคนเดียว แม่อยู่บ้านเลี้ยงลูก” ลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสี่

พูดง่าย ๆ คือ ครอบครัวที่ต้องแบกทั้งสองบทบาทพร้อมกันกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป

ปัญหาที่พ่อแม่เจอจริงมีหลายเรื่อง

เรื่องแรก คือความกังวลเรื่องรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและแม่เลี้ยงเดี่ยว เกินครึ่งของกลุ่มนี้กังวลอย่างมากว่าจะขาดรายได้ถ้าต้องหยุดงานกะทันหันเพื่อดูแลลูกหรือคนในครอบครัว

เรื่องที่สอง คือช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเกือบครึ่งของพ่อแม่ที่ต้องการบริการดูแลเด็กวัยเรียนบอกว่าหาสถานที่รองรับยากมาก

และเรื่องที่สาม คือถึงจะทำงานจากบ้านได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะบาลานซ์ชีวิตได้ เกือบ 40% ของคนที่ทำงานจากบ้านเกือบตลอดเวลา บอกว่าต้องดูแลลูกไปทำงานไปจนมึนไปหมด

ราว 1 ใน 3 บอกว่ามักต้องจัดการงานแทรกเข้ามาในช่วงที่ควรใช้เวลากับลูกให้เต็มที่

ที่สำคัญคือ 3 ใน 4 ของพ่อแม่ที่ถูกสำรวจไม่สามารถทำงานจากบ้านเลยด้วยซ้ำ

นั่นแปลว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนทำงานออฟฟิศที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่กระจายไปทั่วทุกกลุ่มอาชีพ

จุดบรรจบ สถานการณ์ไทย

แม้จะเป็นผลสำรวจจากสหรัฐฯ แต่หลายประเด็นในนี้ตรงกับสิ่งที่ครอบครัวไทยเผชิญอยู่แทบไม่ต่างกัน

ข้อแรก โครงสร้างครอบครัวไทยก็เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน

ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปัจจุบันไทยมีครัวเรือนกลุ่ม “แซนด์วิช เจเนอเรชั่น” ที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่สูงวัยพร้อมกันมากกว่า 3 ล้านครัวเรือน สะท้อนว่าคนวัยทำงานไทยจำนวนมากก็แบกภาระสองทาง (หรือมากกว่า) เหมือนพ่อแม่อเมริกันในผลสำรวจนี้

ข้อสอง ปัญหาเรื่องบริการดูแลเด็กช่วงปิดเทอมและการหาคนดูแลเด็กเล็กที่เชื่อถือได้ในราคาที่จ่ายไหว เป็นปัญหาที่พ่อแม่ไทยคุ้นเคยไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพดียังกระจุกตัวอยู่ไม่ทั่วถึง

ข้อสาม การทำงานจากบ้านหรือทำงานแบบไฮบริดในไทยก็เจอปัญหาลักษณะเดียวกัน คือหลายครั้งกลายเป็น “ทำงานไปด้วย ดูแลลูกไปด้วย” มากกว่าจะช่วยแบ่งเวลาให้ชัดเจนขึ้นจริง

ความเหมือน ที่แตกต่าง

ความแตกต่างชัดที่สุดคือ ไทยไม่มีงานสำรวจระดับประเทศ ที่ถามคำถามแบบ Pew Research Center เพราะงานวิจัยไทยที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนใหญ่เป็นวิทยานิพนธ์หรือบทความวิชาการที่ศึกษาเฉพาะกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ ในองค์กรสักแห่งหนึ่ง ไม่ใช่การสำรวจตัวแทนระดับประเทศที่มีน้ำหนักทางสถิติเพียงพอจะบอกภาพรวมของคนทำงานไทยทั้งประเทศได้

ข้อมูลเชิงปริมาณของไทยที่มีอยู่ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลโครงสร้างประชากรและครัวเรือน ไม่ใช่ประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ที่ต้องเผชิญปัญหา

ความต่างข้อที่สอง คือบริบทเชิงนโยบายที่แวดล้อมประเด็นนี้ในสหรัฐฯ

ผลสำรวจนี้ถูกตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังผลักดันวาทกรรมส่งเสริมการเกิดอย่างเข้มข้น แต่กลับไม่มีสวัสดิการพื้นฐานอย่างวันลาป่วยแบบมีเงินเดือนในระดับประเทศรองรับ ทำให้เห็นช่องว่างระหว่างวาทกรรมกับความเป็นจริงชัดเจนมาก

ส่วนไทยมีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากกว่าในบางด้าน เช่น การขยายวันลาคลอดเป็น 98 วันโดยได้รับค่าจ้าง และสิทธิรักษาภาวะมีบุตรยากในระบบบัตรทอง แม้ว่าประเด็นเรื่องวันลาบิดาที่เป็นสิทธิบังคับ และบริการดูแลเด็กเล็กที่เข้าถึงได้ทั่วถึง จะยังตามหลังสหรัฐฯ อยู่มากก็ตาม

ช่องว่างข้อมูล สำคัญอย่างไร

การที่ไทยยังไม่มีงานสำรวจระดับประเทศเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการ แต่ส่งผลต่อการออกแบบนโยบายโดยตรง เพราะถ้าไม่มีตัวเลขจริงว่าพ่อแม่ไทยสักกี่เปอร์เซ็นต์ ที่รู้สึกว่าทำงานและดูแลครอบครัวไปพร้อมกันไม่ไหว หรือกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีตัวเลือกทำงานแบบยืดหยุ่นเลย นโยบายที่ออกมาก็เสี่ยงจะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ผลสำรวจของ Pew Research Center จึงเป็นทั้งกระจกสะท้อนปัญหาที่ครอบครัวไทยเผชิญอยู่แล้ว และเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า การมีข้อมูลระดับชาติที่ตรวจวัดประสบการณ์จริงของพ่อแม่ทำงาน คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการออกแบบนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ได้แม่นยำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

องค์กรจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรดี

เมื่อพ่อแม่ต้องแบกภาระดูแลลูกโดยไม่มีระบบรองรับ สิ่งที่ตามมาคือสมาธิในการทำงานลดลง การลาหยุดกะทันหันบ่อยขึ้น และในบางกรณีอาจนำไปสู่การตัดสินใจลาออกเพื่อไปดูแลครอบครัวเต็มเวลา ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่มองไม่เห็นในการหาและฝึกคนใหม่ทดแทน

องค์กรไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลระดับประเทศให้ครบก่อนลงมือแก้ปัญหา สิ่งที่ทำได้เลยทันทีคือการทบทวนว่านโยบายที่มีอยู่ตอบโจทย์ช่วงเวลายากลำบากของพ่อแม่มนุษย์งานเหล่านี้หรือไม่ เพราะการจัดการปัญหาในระดับองค์กรเป็นสิ่งที่ทำได้เร็วและตรงโจทย์มากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นการกอบกู้คุณภาพงานแล้ว เมื่อพนักงานรับรู้ว่าองค์กรเข้าใจและพร้อมสนับสนุน ความผูกพันที่เกิดขึ้นก็มักจะสะท้อนกลับมาเป็นความตั้งใจในการทำงาน ผลลัพธ์เชิงบวกย่อมเกิดกับทั้งตัวพนักงานเอง ครอบครัว และองค์กร

แหล่งข้อมูล

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA