ครอบครัวยุคใหม่ ในโลกการทำงานใบเดิม

“ฉันต้องทำงานเหมือนไม่มีลูก และต้องเลี้ยงลูกเหมือนไม่ต้องทำงาน”

พ่อแม่ที่ทำงานเต็มเวลา มากกว่า 7 ใน 10 คน ระบุว่า ต้องจัดการเรื่องลูกในขณะกำลังทำงาน

คนกลุ่มเดียวกัน ราว 6 ใน 10 บอกว่า ต้องหยิบงานมาทำ ตอนที่อยู่กับครอบครัว

54% ยอมรับว่า การสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัวเป็นเรื่องยาก ยากมาก ถึงยากที่สุด

ข้อมูลนี้มาจากรายงานล่าสุดของ Pew Research Center เดือนมิถุนายน 2026 ถ้าไม่บอกว่าเป็นข้อมูลสำรวจในสหรัฐอเมริกา สถานการณ์ดูจะไม่แตกต่างจากบ้านเรา

แล้วทางออกอยู่ที่ไหน?

ครอบครัวเปลี่ยน งานไม่ปรับ

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ภาพครอบครัวที่พ่อทำงาน แม่อยู่บ้านเลี้ยงลูกค่อยๆ เลือนหายไป

Pew Research Center ใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ในปี 1975 ครอบครัวที่สามีภรรยาทำงานเต็มเวลาทั้งคู่ มีแค่ 31% แต่ในปี 2025 ตัวเลขนี้กระโดดมาที่ 52%

ในทางกลับกัน ครอบครัวแบบ “พ่อทำงาน แม่อยู่บ้าน” ลดลงจาก 42% เหลือ 23%

แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของผู้หญิงในตลาดแรงงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป แต่ระบบสนับสนุนไม่ปรับตาม ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการการลา นโยบายดูแลเด็ก หรือวัฒนธรรมองค์กร คนที่แบกหนักก็คือพ่อแม่วัยทำงาน

งานรุกบ้าน บ้านลามงาน

งานวิจัยชิ้นนี้ สำรวจพ่อแม่วัยทำงาน 2,242 คน ในช่วงมีนาคม 2026 ผลที่ได้ชี้ให้เห็นว่าชีวิตพ่อแม่ยุคใหม่ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง “เวลางาน” และ “เวลาครอบครัว” อีกต่อไป แต่โลกสองใบนี้ทับซ้อนกันตลอดเวลา

ประโยคหนึ่งจากผู้ตอบแบบสอบถามในงานวิจัยสรุปความรู้สึกได้แม่นยำที่สุด

“ฉันต้องทำงานเหมือนไม่มีลูก และต้องเลี้ยงลูกเหมือนไม่ต้องทำงาน”

สภาพดังกล่าวส่งผลให้ 60% ของพ่อแม่รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลากับลูกน้อยเกินไป และเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่างานทำให้ต้องพลาดกิจกรรมสำคัญของลูก เช่น การแสดงที่โรงเรียน หรือการแข่งกีฬา

คุณแม่นักแบก

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของรายงานชิ้นนี้ คือความแตกต่างระหว่างคนที่เป็นพ่อและแม่ แม้ทั้งคู่จะทำงานเต็มเวลา แม่ 62% บอกว่า สร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัวได้ยาก ขณะที่คำตอบของพ่ออยู่ที่ 47%

สำหรับครอบครัวที่ทั้งพ่อแม่ทำงานเต็มเวลา 52% ระบุว่าแม่รับภาระงานดูแลลูกมากกว่า ขณะที่มีเพียง 10% ที่บอกว่าพ่อทำมากกว่า

65% ของคนที่เป็นแม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อต้องพลาดกิจกรรมของลูกเพราะติดงาน ประเด็นเดียวกันคำตอบของคนเป็นพ่ออยู่ที่ 45%

แม่ 65% ตอบว่า ไม่มีเวลาพอสำหรับการออกกำลังกาย 67% ไม่มีเวลาพักผ่อน ในสัดส่วนที่สูงกว่าพ่ออย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่ปัญหาการจัดการเวลาส่วนตัว แต่เป็นผลจากความคาดหวังต่อผู้หญิงและผู้ชายที่แตกต่างกัน

ทำงานที่บ้านก็ไม่ใช่คำตอบ

หลายองค์กรมองว่า Work from Home คือการตอบโจทย์ความต้องการของพ่อแม่มนุษย์งาน แต่ผลสำรวจ Pew พบความซับซ้อนของเรื่องนี้

กลุ่มที่ทำงานจากบ้านเป็นประจำ รายงานว่ามีความทับซ้อนระหว่างงานและชีวิตครอบครัวสูงที่สุด

เกือบ 40% ต้องดูแลลูกระหว่างทำงาน และราว 1 ใน 3 ต้องตอบอีเมลหรือประชุมระหว่างอยู่กับครอบครัว

ความยืดหยุ่นในการทำงานจึงมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับการสนับสนุนด้านอื่น ๆ ด้วย

การเลี้ยงลูก ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

รายงาน Pew ชี้ว่าการเข้าถึงสวัสดิการในที่ทำงานแตกต่างกันตามระดับรายได้

พ่อแม่ที่มีรายได้ต่ำเข้าถึงวันลาพักร้อนแบบได้รับค่าจ้าง ลาป่วย และประกันสุขภาพน้อยกว่ากลุ่มรายได้สูงอย่างเห็นได้ชัด แ

ความกังวลว่าจะสูญเสียรายได้ถ้าต้องหยุดงานกะทันหันเพื่อดูแลลูกก็สูงกว่ามาก

เกือบครึ่งของพ่อแม่ที่มีลูกวัยเรียน รายงานว่าหาสถานดูแลเด็กในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนได้ยาก โดยอุปสรรคสำคัญคือค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกำลัง

แล้วประเทศไทยล่ะ?

แม้ยังไม่มีการสำรวจระดับชาติในประเด็นนี้ในไทย แต่หลักฐานจากงานวิจัยที่พอมีอยู่ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในสหรัฐฯ

งานวิจัยของ รศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา และคณะ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (สนับสนุนโดย สกสว.) ที่ศึกษาการปรับวิถีการทำงานของครอบครัวเมื่อมีลูก พบว่าแม่ไทยจำนวนมากเผชิญกับแรงดึงจากหลายทิศทางในลักษณะคล้ายกัน บางส่วนเลือกออกจากตลาดแรงงาน บางส่วนหันไปขายออนไลน์เพื่อการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า แต่ก็แลกมาด้วยความไม่มั่นคงและการขาดสวัสดิการ

ในมิติเศรษฐกิจ งานวิทยานิพนธ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2560 พบว่าแม่ไทยได้ “รับโทษทางค่าจ้างจากการเป็นแม่” (Motherhood Wage Penalty) เฉลี่ยสูงถึง 7.6% และยิ่งสูงกว่านั้นในภาครัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีลูกส่งผลกระทบต่อรายได้และเส้นทางอาชีพของผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม

งานวิจัยในกลุ่มอาชีพ เช่น พยาบาลและบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ยังพบว่าความขัดแย้งระหว่างงานกับครอบครัว (Work-Family Conflict) อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำงานกะหมุนเวียนหรือไม่มีความยืดหยุ่นด้านเวลา
แต่สิ่งที่งานวิจัยไทยส่วนใหญ่ยังขาดคือข้อมูลในมิติของพ่อ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เห็นภาพการแบ่งภาระภายในครอบครัวได้ครบถ้วน

แค่ความพยายามส่วนตัว ..ไม่รอด

สิ่งที่รายงาน Pew ย้ำซ้ำ ๆ คือ ความยากลำบากของพ่อแม่มนุษย์งานไม่ได้เกิดจากการบริหารเวลาที่ไม่ดีพอ แต่เป็นผลจากระบบที่ออกแบบมาสำหรับโลกที่ “ผู้หาเลี้ยงครอบครัว” มีแค่คนเดียว ในขณะที่ความเป็นจริงเปลี่ยนไปนานแล้ว

ทางออกที่รายงานระบุว่าพ่อแม่ต้องการจริง ๆ ได้แก่

  • การลาป่วยแบบได้รับค่าจ้าง ช่วยให้พ่อแม่ที่มีรายได้น้อยไม่ต้องเลือกระหว่าง “ดูแลลูก” กับ “ได้รับเงินเดือน” กลุ่มที่กังวลเรื่องนี้มากที่สุดคือแม่เลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวรายได้ต่ำ
  • ระบบดูแลเด็กที่เข้าถึงได้และมีคุณภาพ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่ยังเป็นจุดอ่อน แน่นอนว่า รวมถึงบ้านเรา
  • ความยืดหยุ่นในการทำงานที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ให้ Work from Home ได้ แต่ต้องให้เลือกเวลาเริ่ม-เลิกงานด้วย และการประเมินผลงานต้องไม่ดูที่กระบวนการทำงาน แต่ต้องหันไปดูกันที่ผลลัพธ์
  • วัฒนธรรมองค์กรที่มองการดูแลครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทำงาน ซึ่งแยกไม่ได้จากการทำงาน

ตัวเลขบอกอะไรเรา

ตัวเลขของ Pew Research Center บอกให้รู้ว่า ความรู้สึก “ทำได้ไม่ดีพอสักที” ของพ่อแม่มนุษย์งานไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการตอบสนองที่สมเหตุสมผลต่อระบบที่ไม่รองรับชีวิตจริง การที่สังคมยังมองปัญหานี้เป็น “เรื่องส่วนตัวที่ต้องจัดการเอง” จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

สำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับทั้งอัตราการเกิดที่ลดลง และผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบสนับสนุนพ่อแม่มนุษย์งานให้ดีขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของกำลังแรงงานและคุณภาพของครอบครัวไทยในระยะยาว

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA