Working Mom ชีวิตต้องสู้

Working mom ชีวิตไม่ง่าย การเป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ย่อมมีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง ยังไม่นับงานอื่น ๆ ในบ้าน กับการดูแลคนในครอบครัว ที่มักจะถูกคาดหวังให้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่คุณแม่บางคนจำเป็นต้องเลือกระหว่าง “งาน” หรือ “ครอบครัว” เพราะการทำตัวเป็นซูเปอร์วูแมนต่อไปมีแต่ทำให้ทุกอย่างพัง

แม้บางคนจะบอกว่า “ครอบครัวต้องมาก่อน” แต่สุดท้าย แม่หลายคนในหัวยังคิดเรื่องงาน หรือดูแลลูกเสร็จต้องทำงานต่อ และอาจโดนที่ทำงานเขม่น เพราะมองว่าให้ความสำคัญกับงานไม่มากพอ

คำถามสำคัญคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมผู้หญิงจึงต้องเลือก ไม่มีทางใดเลยหรือที่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัวได้?

เรื่องย้อนแย้งของความเป็น “แม่”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “แม่” ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อลูกมาก ไม่ว่าจะมองจากมุมมองทางการแพทย์ สังคม มานุษยวิทยา หรือกระทั่ง “เศรษฐศาสตร์”

มุมมองทางเศรษฐศาสตร์อาจจะมองการมีลูกอย่างเย็นชาเสียหน่อย คือมองว่าเป็นเรื่องของ “สินทรัพย์และการลงทุน” โดยหากพ่อแม่สร้างลูกที่เก่งได้ นั่นถือเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

รศ.ดร. นพพล วิทย์วรพงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 17 หัวข้อ “ทุนมนุษย์ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนของไทย” ว่า

“การที่แม่เป็นฝ่ายลงทุน จะเป็นประโยชน์มากกว่าพ่อ”

โดยยกตัวอย่างการศึกษาในต่างประเทศว่า เมื่อพ่อแม่มีการศึกษาสูง ลูกมีแนวโน้มที่จะมีการศึกษาสูงเช่นกัน แต่พบว่า การศึกษาของแม่ มีผลต่อลูกมากกว่าพ่อ

นอกจากนี้ งานวิจัยของอาจารย์นพพลยังพบว่า ความสามารถของแม่สามารถช่วยลดผลกระทบต่อลูกได้ ในกรณีที่ความหมายของคำว่าครอบครัวเปลี่ยนไป

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ได้แก่ “การหย่าร้าง”

ในประเทศกำลังพัฒนา การหย่าร้างมักส่งผลให้โอกาสทางการศึกษาของลูกลดน้อยลง เพราะทรัพยากรของแม่น้อยลง ยกเว้นจะแต่งงานมีสามีใหม่

ในประเทศไทยเอง จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 300 คน พบว่า การหย่าร้างหรือการแยกกันอยู่มีแนวโน้มทำให้ลูกได้รับการศึกษาน้อยลง โดยลดโอกาสทางการศึกษาลงเฉลี่ย 2 – 3 ปี และส่งผลระยะยาว เมื่อลูกโตถึงวัยทำงานจะได้ค่าแรงน้อยลงด้วย

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคือ สามีมี “ภรรยาร่วม” (Co-Wives) หรือภาษาบ้าน ๆ แบบไม่หยาบคือมีบ้านเล็กบ้านน้อย

อาจารย์นพพลศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 66,000 คนใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย เอลซัลวาดอร์ กายอานา ปานามา ซูรินามี เนปาล ลาว และเวียดนาม พบว่า มีเพียง 3.2% ที่รายงานว่า สามีมีภรรยาอื่น ในจำนวนนี้ 27% ยังยินดีที่จะมีลูกอยู่ การวิจัยยังพบว่า ในประเทศเหล่านี้ เมื่อสามีมีภรรยาร่วม ผู้หญิงจะมีลูกเยอะขึ้น 19.6% แต่คุณภาพของเด็ก ทั้งในเชิงขนาดตัวและศักยภาพลดลง 31.2% แปลว่า การมีภรรยาร่วมสามารถเพิ่มประชากรในประเทศได้ แต่คุณภาพต่ำลง

ที่น่าสนใจคือ การศึกษาระบุว่า ผู้หญิงเมื่อมีการศึกษาสูง จะเกิดความสามารถในการจัดการปัญหา ดูแลตัวเองได้ มีแนวโน้มเข้าร่วมตลาดแรงงาน เมื่อสถานการณ์ครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป โดยปกติลูกจะมีคุณภาพลดลง แต่ถ้าแม่มีการศึกษาดี ผลกระทบจะลดทอนลง เพราะ “การศึกษาของแม่ช่วยลูกได้”

การค้นพบเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาของแม่ ซึ่งนำไปสู่ประเด็นอันย้อนแย้งว่า หากแม่มีการศึกษาที่สูง ย่อมต้องการใช้ความสามารถของตัวเองในการประกอบอาชีพหรือธุรกิจ มากกว่าจะเลี้ยงลูกอย่างเดียว

รศ.ดร.นพพลกล่าวว่า “มันเกิดเป็นความย้อนแย้งว่า สุดท้ายแล้ว การที่ภรรยาควรเป็นฝ่ายเลี้ยงลูก สังคมควรมีส่วนช่วยอย่างไร เพราะผู้หญิงที่เก่งคงไม่อยากอยู่บ้านอย่างเดียว”

เรื่องนี้จึงต้องเป็นคำถามกลับไปยังภาครัฐที่กำลังสนับสนุนให้คนมีลูกว่า เมื่อประชากรที่มีคุณภาพต้องมาจากครอบครัวที่มีคุณภาพและการศึกษาที่สูง แต่ผู้หญิงที่การศึกษาดีก็ไม่ต้องการเลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียว แล้วรัฐจะทำอย่างไรในการสร้างโอกาสให้พวกเธอสามารถเลี้ยงดูบุตรและทำงานได้พร้อมกัน

ถ้าไทยมีสภาพแวดล้อมแบบนั้นได้เมื่อไร ต้องบอกเลยว่าจะส่งผลดีต่อประเทศของเราอย่างมหาศาล

ทำงานไป-เลี้ยงลูกไป ทำไม่ได้จริง

ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่มีการเรียกร้องให้ภาครัฐออกนโยบายช่วยผู้หญิงสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว แต่ยังมีที่ “เกาหลีใต้” ด้วย

คิม อิน-คยอง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการเงินและนโยบายสังคม สถาบันพัฒนาเกาหลี (KDI) ระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานที่ต่ำของเกาหลีใต้ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ผู้หญิงหลีกเลี่ยงการมีบุตรและหยุดงานเนื่องจากไม่มีนโยบายสมดุลระหว่างงานและครอบครัวที่ดีพอ รวมถึงภาระงานบ้านและการเลี้ยงดูบุตรที่หนักหน่วง

จากการศึกษาวิเคราะห์ของ คิม อิน-คยอง พบว่า “สิทธิการลาคลอดส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้หญิงในการมีบุตร” ส่วน “สิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรมีความสำคัญต่อการตัดสินใจทำงาน”

ในขณะเดียวกัน การศึกษาพบว่า สัดส่วนชั่วโมงทำงานบ้านทั้งหมดของสามี มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความต้องการทำงานของภรรยา แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความต้องการมีลูก

หมายความว่า รัฐควรช่วยเพิ่มชั่วโมงทำงานบ้านของสามี ด้วยการสนับสนุนให้สามีใช้ประโยชน์จากสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร โดยผู้ชายที่ลามักจะทำงานบ้านนานขึ้น ซึ่งหมายความว่า การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรมีประโยชน์ในการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ จากการสำรวจผู้ชายที่เคยลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร พบว่าความกังวลใจมากที่สุดคือ การลดลงของค่าจ้าง ดังนั้น คิม อิน-คยอง มองว่า ผู้ชายควรได้รับการสนับสนุนให้ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น โดยการปรับระยะเวลาการลาและอัตราการทดแทนรายได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทต่าง ๆ ร้องเรียนว่า การลาคลอดและลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร รวมถึงการลดชั่วโมงการทำงานนั้น ทำได้ยาก เนื่องจากจะสร้างภาระหนักให้กับพนักงานที่เหลืออยู่ และการหาพนักงานทดแทนนั้นยาก

สุดท้าย การศึกษาพบว่า ความปรารถนาของผู้หญิงที่จะมีส่วนร่วมในการทำงานมักลดลงหากต้องมีลูก ในขณะที่ความปรารถนาที่จะมีบุตรมักเพิ่มขึ้นเมื่อสามีคัดค้านหรือห้ามไม่ให้ทำงาน

งานวิจัยนี้จากเกาหลีใต้จึงสรุปว่า ผลการศึกษาทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อที่ว่า การที่ผู้หญิงจะรักษาทั้งงานและเลี้ยงดูบุตรไว้ด้วยกันนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นไปตามหลักความเป็นจริง”

คิม อิน-คยอง จึงหวังว่า ผู้คนจำนวนมากขึ้นจะเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานและการมีบุตรในเวลาเดียวกันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อสามารถเข้าถึงนโยบายสมดุลระหว่างงานและครอบครัว (Work-Family Balance) ได้ง่ายขึ้นและน่าพอใจมากขึ้นเท่านั้น

นโยบายไทยเพียงพอหรือยัง?

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยของเรา ปัจจุบัน ข้าราชการหญิงสามารถลาคลอดบุตรได้แล้ว 98 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็ม และหลังจากนั้นลาเลี้ยงดูบุตรได้อีก 90 วัน โดยได้อัตราเงินเดือนครึ่งหนึ่ง รวมลาคลอดได้ประมาณ 188 วัน หรือราว 6 เดือน

แต่ต้องยอมรับว่า เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ที่ผู้หญิงสามารถลาคลอดได้ 26 สัปดาห์ (ราว 182 วัน) โดยยังคงได้เงินเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ จะเห็นว่า ประเทศไทยยังมีจุดที่สามารถพัฒนาสวัสดิการได้อีก

ส่วนข้าราชการชาย สามารถลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน ภายใน 30 วันหลังจากภรรยาคลอด แต่ต้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และยังมีสิทธิได้รับเงินเดือน

แต่ทางด้านของพนักงานเอกชนนั้น ยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ชายสาสามารถลาในช่วงที่ภรรยาคลอดหรือลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ มีเพียงกระทรวงแรงงานประกาศขอความร่วมมือจากสถานประกอบการ ให้ลูกจ้างชายสามารถลาไปช่วยเหลือภรรยาที่คลอดบุตรได้เท่านั้น

การขอความร่วมมือนี้ นายจ้างสามารถใช้ดุลยพินิจพิจารณาจำนวนวันลาให้ลูกจ้างชายไปช่วยเหลือภรรยานับตั้งแต่วันที่ภรรยาคลอดบุตรตามความเหมาะสม

หรือบางบริษัทอาจมีนโยบายให้พนักงานชายลาเพื่อดูแลบุตรได้ ซึ่งหากบริษัทใดมีสวัสดิการนี้ ต้องบอกว่าน่าชื่นชมอย่างมาก เพราะเป็นการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจของพนักงาน รวมถึงส่งเสริมสมดุลระหว่างงานและครอบครัว อันจะส่งผลดีไปถึงสังคมใหญ่ในภาพรวมได้ด้วย

ประเทศที่มอบสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรให้แรงงานชายมากที่สุดในขณะนี้คือ “สเปน” โดยให้ลาได้สูงสุด 12 สัปดาห์ หรือประมาณ 84 วัน และยังคงได้เงินเดือนเต็มจำนวน

นี่จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ประเทศไทยที่ต้องการเพิ่มอัตราประชากรเกิดใหม่ มีสวัสดิการที่ดีต่อกายและใจของพ่อแม่เพียงพอแล้วหรือยัง

ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้หญิงไม่ควรต้องเลือกระหว่างงาน หรือครอบครัว แต่สามารถทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็น “ซูเปอร์วูแมน” และทำให้การเป็น Working Mom ง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยกว่าที่เป็นอยู่

แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ไทยจำเป็นต้องมีนโยบาย Work-Family Balance ที่ดีกว่านี้ ซึ่งหมายถึงทั้งนโยบายภาครัฐของประเทศ และนโยบายในระดับองค์กร

อ้างอิง :

www.kdi.re.kr/eng/

www.bbc.com

The best countries for paternity and maternity leave

www.facebook.com/TheReportersTH

www.humansoft.co.th

เรื่อง : ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า

อ่านเพิ่มเติม

รีวิว ชีวิต แม่ยุคใหม่