บทเรียนจากจีน: หนุน “มีลูก” ไม่พอ ต้องเสริม “เลี้ยงลูก” ด้วย

1 ล้านคน คือตัวเลขเฉลี่ยเด็กเกิดใหม่ของไทย เมื่อ 50 ปีก่อน

ล่าสุด มีเด็กไทยเกิดใหม่ปีละไม่ถึง 500,000 คน ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จากประชากรรุ่นที่เกิดปีละล้านเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

อัตราการเกิดที่ลดลง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นจีน ประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงเป็นอันดับต้นของโลก
 
รัฐบาลของทุกประเทศพากันเป็นเดือดเป็นร้อน เพราะสถานการณ์เกิดน้อยในสังคมผู้สูงอายุ จะทำให้ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า จำนวนคนวัยทำงานจะน้อยลง ประเทศจัดเก็บภาษีได้ลดลง และอาจมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุที่เพิ่มทวีคูณ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลทั้งไทย จีน และอีกหลายประเทศ ต่างประกาศให้ “การส่งเสริมการมีบุตร” เป็นวาระแห่งชาติ
 

อยากมีลูก แต่กลัวจะเลี้ยงไม่รอด

รายงานล่าสุดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เรื่อง Balancing Work and Family in China’s New Economic and Demographic Context ชี้ว่า นโยบายกระตุ้นการเกิดของจีนยังคงมองข้ามต้นตอของปัญหา นั่นคือภาระการดูแล ทั้งดูแลลูกและดูแลพ่อแม่สูงวัย ที่ตกอยู่กับผู้หญิง โดยไม่มีใครร่วมแบ่งเบาภาระ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร และชุมชน

รายงานฉบับนี้ตั้งข้อสังเกตว่า จีนกำลังเผชิญปรากฏการณ์ “รุ่นแซนด์วิช” คนวัยทำงานที่ต้องแบกรับทั้งพ่อแม่สูงวัยและลูก ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูง ซึ่งถ้าคิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนที่ต้องดูแลคนในครอบครัวเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ จะสูงถึงราว 21 – 30% ของ GDP ของประเทศ

แต่มูลค่านี้ไม่เคยถูกนับรวมใน GDP อย่างเป็นทางการ

สิ่งที่รัฐบาลอยากเห็น VS ความเป็นจริง

จีนมีหลายมาตรการ เช่น ลาคลอดขั้นต่ำ 98 วันตามกฎหมาย เงินอุดหนุนการมีบุตร และการส่งเสริมผู้ชายให้ลาดูแลลูก แต่รายงานชี้ว่า ในทางปฏิบัติ องค์กรเกือบ 40% ให้วันลาคลอดจริงน้อยกว่ากฎหมายกำหนด มีแค่ 1 ใน 5 ของแรงงานหญิงที่ได้ลาครบ 98 วันตามสิทธิ ส่วนวันลาของผู้ชายยังไม่มีกฎหมายระดับชาติบังคับ แต่ละมณฑลกำหนดเองระหว่าง 7 – 30 วัน และนายจ้างแบกรับค่าใช้จ่ายเอง ทำให้มาตาการนี้ไม่ค่อยมีผลสักเท่าไร

ด้านบริการดูแลเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอย่างมาก มีเด็กแค่ 5.5% เท่านั้นที่เข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กของทางการจีน เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 33% ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างระหว่างเพศก็ยังสูง ผู้หญิงจีนมีรายได้เฉลี่ยเพียง 75.9% ของผู้ชาย และช่องว่างนี้ยิ่งกว้างขึ้นตามอายุงาน

รายงาน ILO วิจารณ์ว่า ตราบใดที่นโยบายยังมุ่งเน้นแค่ “เพิ่มจำนวนการเกิด” โดยไม่แตะโครงสร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศ ไม่ลงทุนในบริการการดูแลที่เข้าถึงได้จริง และไม่กระจายภาระดูแลออกจากไหล่ผู้หญิง นโยบายเหล่านั้นก็ยากจะได้ผลในระยะยาว

รายงานยังเปรียบเทียบให้เห็นว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ผลักภาระสวัสดิการให้ครอบครัวเป็นหลัก ยังคงเผชิญอัตราเกิดต่ำไม่ต่างจากจีน ขณะที่ประเทศยุโรปอย่างฝรั่งเศสและนอร์เวย์ ที่ลงทุนด้านความเสมอภาคทางเพศและบริการดูแลเด็กมากกว่า มีความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัวที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

วาระแห่งชาติส่งเสริมการเกิดไทย ไปถึงไหน?

ประเทศไทยเริ่มขยับเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “นโยบายส่งเสริมการมีบุตร” เป็นหนึ่งใน 13 นโยบายยกระดับหลักประกันสุขภาพ และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการที่ดำเนินการแล้วมีทั้งการขยายวันลาคลอดจาก 90 วันเป็น 98 วันโดยยังได้รับค่าจ้าง การส่งเสริมให้สามีลาไปช่วยดูแลภรรยาและบุตร การจัดตั้งคลินิกส่งเสริมการมีบุตรในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง

และล่าสุดคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้เห็นชอบให้การรักษาภาวะมีบุตรยาก ทั้งการกระตุ้นไข่และการทำเด็กหลอดแก้ว เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง สำหรับหญิงไทยอายุ 30 – 40 ปีที่มีภาวะมีบุตรยาก

หลายนโยบายดูคล้ายกับที่จีนทำไว้ คล้ายกันอีกตรงการถูกตั้งคำถามเรื่องการนำกฎหมายสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสวัสดิการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยยังเลือกที่จะไม่มีลูก ไม่ใช่เพราะไม่อยากมี แต่เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีระบบรองรับที่เพียงพอ ทั้งด้านการดูแลเด็กเล็ก ค่าครองชีพ และความมั่นคงในหน้าที่การงาน

รวมถึงเรื่องการแบ่งความรับผิดชอบ วันลาของคุณพ่อไทยแม้กฎหมายกำหนดไว้แล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่การใช้สิทธิจริงยังต้องติดตาม ส่วนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ที่เข้าถึงได้จริงและมีคุณภาพยังจำกัดอยู่มาก

สิ่งที่ทั้งสองประเทศเรียนรู้ร่วมกันได้

บทเรียนสำคัญจากรายงาน ILO ใช้ได้กับบริบทของไทยไม่น้อยไปกว่าจีน คือ นโยบายส่งเสริมการมีบุตรจะยั่งยืนได้ ต้องไม่หยุดอยู่แค่การอำนวยความสะดวกทางการแพทย์หรือเงินอุดหนุน แต่ต้องให้ความสำคัญกับการแบ่งเบาภาระดูแลระหว่างพ่อแม่อย่างแท้จริง การลงทุนในบริการดูแลเด็กและผู้สูงอายุมีคุณภาพที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่มรายได้ และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการดูแลครอบครัวสำหรับทุกเพศ

สุดท้ายแล้ว การมีบุตรจะเพิ่มขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่รัฐบาลอยากให้มีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวว่าจะมีระบบรองรับที่เพียงพอสำหรับ “การเลี้ยงดู” ด้วย

แหล่งข้อมูล

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข่าวส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ

อ่านเพิ่มเติม

ไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมจากเครือข่ายสถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

แอด FFW LINE OA