“เกิดน้อย อายุยืน” ฉุดเศรษฐกิจ-สังคมไทย

8 พันล้านคน คือตัวเลข “นิวไฮ” จำนวนประชากรโลก เมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา

ถ้าดูสถิติย้อนหลังในรอบร้อยปี ประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สวนทางกับวิกฤติอัตราเกิดต่ำ ที่ถูกพูดถึงกันอยู่ในเวลานี้ เนื่องจากประชากรถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วิกฤตินี้เกิดกับประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา พร้อมกันกับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะในสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทยเรา

อัตราเกิดที่ดิ่งลง และจำนวนผู้สูงวัยที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด

ในบทความ Gamechangers: Why the world will never be the same again ฉบับวันที่ 3 เมษายน 2024 ระบุว่า ประเด็นเรื่องประชากรเป็นเชื้อเพลิงที่ทรงพลังในการจุดไฟการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง  นวัตกรรม และภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดประชากรที่ลดลง

ประชากรลดลง ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อายุขัยที่เพิ่มขึ้นของประชากร เป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ สังคมสูงอายุ หมายถึงสัดส่วนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานลดลง ซึ่งจะกดดันเศรษฐกิจอย่างมาก

งานวิจัย Population aging and corporate risk-taking โดยทีมวิจัยจากจีน ศึกษาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น ตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2019 พบว่าระดับการสูงวัยของประชากรที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับการยอมเสี่ยง (Risk-taking) ขององค์กรลดลง

ระดับการยอมเสี่ยง หมายถึงการที่บริษัทยอมลงทุนในโอกาสที่มีความเสี่ยงเพื่อผลประกอบการที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

นั่นหมายถึงว่า ถ้าระดับการยอมเสี่ยงลดลง ย่อมจะส่งผลต่อทั้งการเติบโตและความยั่งยืนของบริษัท

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงขององค์กรนั้นถูกกำหนดโดยแนวโน้มทางประชากร

การที่ประชากรเกิดใหม่ลดลง ทำให้ภาคธุรกิจมีแรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้น มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานน้อยลง และจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน กำลังการผลิต และร้ายแรงที่สุด คือส่งผลต่อรายได้ และกำไรขององค์กร

วิกฤติประชากรโลก

ตามรายงานแนวโน้มประชากรโลกของสหประชาชาติ 2022 แม้ว่าการเติบโตของประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยคาดว่ายุโรปและอเมริกาเหนือจะถึงจุดสูงสุดของขนาดประชากร และเริ่มลดลงในช่วงปลายทศวรรษ 2030 ส่วนเอเชียจะมีประชากรเกือบ 5,000 ล้านคน และแอฟริกาใต้ซาฮาราจะมีประชากร 2,100 ล้านคน

จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านจำนวนและสัดส่วนของประชากรทั้งหมด ในกลุ่มเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง ประชากรสูงอายุปรากฏชัดเจน ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดี โดยมีประชากรเกือบ 30% ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

ในปี 2022 ประชากรเกือบ 20% ในยุโรปและอเมริกาเหนือ มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

รองลงมาคือออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 17% และเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ 13%

องค์การแรงงานโลก (ILO) เปิดเผยว่า ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งกำลังประสบกับสังคมผู้สูงอายุ โดยในประเทศที่มีรายได้สูง มีประชากรอายุมากกว่า 65 ปีถึง 1 ใน 5 ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำมีประชากรสูงอายุเพียง 3% เท่านั้น

นั่นทำให้ผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในตลาดแรงงานนานขึ้น อัตราการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงานของบุคคลอายุ 55 – 64 ปีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาใน 49 ประเทศจากทั้งหมด 53 ประเทศรายได้สูง

ขณะเดียวกัน อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง จะจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ในอีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

เรื่องนี้สอดคล้องกับการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The Lancet เมื่อเดือนมีนาคม 2024 พบว่า ภายในปี 2050 ประมาณ 3 ใน 4 ของประเทศทั่วโลกจะมีอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราทดแทนประชากรซึ่งอยู่ที่ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน

จะมีเพียง 49 ประเทศ จากจำนวนทั้งหมด 193 ประเทศในโลกนี้ ที่มีอัตราการเกิดใหม่สูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและเอเชียที่มีรายได้ต่ำ

ภายในปี 2100 คาดว่าจะมีเพียง 6 ประเทศเท่านั้น ที่จะมีอัตราการเกิดทดแทนประชากร ได้แก่ ชาด ไนเจอร์ และตองกาในแอฟริกา หมู่เกาะซามัว และตองกาในมหาสมุทรแปซิฟิก และทาจิกิสถานในเอเชียกลาง

รายงาน The Lancet ระบุว่า ภูมิทัศน์ประชากรที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบ “อย่างรุนแรง” ต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ในประเทศเศรษฐกิจขั้นสูง แม้จะมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อทดแทนแรงงาน แต่ยังไม่เพียงพอ ทว่า ต้องมีการใช้การเมืองและการคลังเพื่อรับมือกับปัญหาแรงงานที่ลดจำนวนลงไปพร้อมกันด้วย

วิกฤตประชากรไทย

สำหรับประเทศไทย รายงาน “ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในประเทศไทย” โดย คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) เมื่อปี 2011 ระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศในเอเชียที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร โดยอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ประชากรวัยหนุ่มสาวมีสัดส่วนน้อยลง

การที่ประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนน้อยลงและผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

อย่างไร?

การจ้างงานในประเทศไทยแบ่งเป็น “ในระบบ” และ “นอกระบบ”

การจ้างงานในระบบ หมายถึงการจ้างงานอย่างเป็นทางการและได้รับสวัสดิการสังคม เช่น การรักษาพยาบาล สวัสดิการทุพพลภาพ และสวัสดิการผู้สูงอายุ

ในปี 2009 การจ้างงาน 60% ของประเทศไทยเป็นงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรและภาคบริการ

ภาคส่วน “นอกระบบ” มีแรงงานสูงอายุมากกว่าในระบบ โดยในปี 1999 แรงงานนอกระบบเกือบ 10% มีอายุมากกว่า 60 ปี แต่สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 12% ในปี 2009 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่งานในระบบ มีกลุ่มอายุ 20 – 29 และ 30 – 39 ปีเป็นจำนวนมาก

ภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ มีความต้องการแรงงานไร้ฝีมือสูง แต่เมื่อแรงงานไทยมีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น พวกเขาจะหันเหออกจากงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำ และแรงงานสูงอายุที่มีการศึกษาต่ำก็จะแก่เกินไปที่จะทำงานได้

หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีอย่างในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างความต้องการและอุปทานของแรงงานจะถูกเติมเต็มด้วยแรงงานต่างด้าว ทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตสูง คือการลงทุนด้านทุนกายภาพและทุนมนุษย์มากขึ้น

การเกิดวิกฤติ – เติบโตด้อยคุณภาพ

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากประชากรมีอายุมากขึ้นและปัจจัยอื่นคงที่ อัตราการเติบโตของประเทศไทยจะอยู่ที่ -14% ในปี 2040

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า เราจำเป็นต้องคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับสาเหตุที่คู่สามีภรรยาต้องการมีลูกน้อยลง และบางคู่ต้องการไม่มีลูก

เมื่อปี 2022 ไทยมีการเกิดเพียง 500,000 ครั้ง ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 71 ปี และนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต หากแนวโน้มนี้ยังคงอยู่ต่อไป ประชากร 70 ล้านคนจะลดลงครึ่งหนึ่งภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

อัตราการเกิดต่ำ เป็นปรากฏการณ์มานานแล้ว เนื่องจากคู่รักสมัยใหม่จำนวนมากตัดสินใจมีลูกน้อยลงหรือไม่มีเลย มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเช่นนี้

ประการแรก หลายคู่เห็นว่าการมีลูกเป็นภาระ โดยเฉพาะความคิดที่ว่าลูกของพวกเขาจะต้องได้รับการเลี้ยงดูในมาตรฐานที่สูงกว่าตนเอง พ่อแม่ปัจจุบันมีมาตรฐานสูงเกี่ยวกับการศึกษาของลูก ๆ การมีงานที่ยอดเยี่ยม และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ดังนั้น เมื่อไม่แน่ใจว่าจะสามารถเลี้ยงดูลูกตามมาตรฐานนี้ได้ จึงเลือกที่จะไม่มีลูก หรือเต็มที่ก็มีลูกแค่คนเดียว

นอกจากนี้ ในอดีตผู้คนมักคาดหวังว่าลูกจะดูแลเมื่อพวกเขาแก่ตัวลง ปัจจุบัน คู่สามีภรรยาที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไปมีความมั่นใจว่าจะสามารถดูแลตัวเองได้เมื่ออายุมากขึ้น และบางคนเชื่อว่าพวกเขามีเงินออมเพียงพอสำหรับเกษียณอายุโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน

คู่รักบางคู่ยังชอบทำกิจกรรมและใช้ชีวิตอิสระ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงลองสิ่งใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนงาน ซึ่งหากมีลูก พวกเขาจะไม่มีทางเลือกดังกล่าว หรือต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจ

สุดท้าย ภาวะสังคมปัจจุบันและอนาคตที่ไม่ดีนักทำให้คู่รักบางคู่ละทิ้งความคิดที่จะมีลูก พวกเขาไม่ต้องการให้ลูก ๆ เติบโตในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ย่ำแย่ สภาพแวดล้อมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือท่ามกลางการเมืองที่เลวร้าย

ดร.สมชัยยืนยันว่า อัตราการเกิดที่ต่ำจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในหลายทาง

หากไม่มีนโยบายที่เหมาะสม เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้าลง อัตราการเติบโต 5 – 7% ที่เคยทำได้เมื่อ 2 ทศวรรษก่อน ลดลงเหลือ 3 – 4% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในอนาคต GDP ของเราอาจลดลงต่ำกว่า 2% เว้นแต่ผลิตภาพของแรงงานโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อหันมาพิจารณาสถานการณ์ของเด็กไทยที่เกิดใหม่เพียงจำนวนน้อยนิด พบว่า เด็ก ๆ ของเราจำนวนมากยังเกิดมาในครอบครัวที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูพวกเขาให้ถึงศักยภาพสูงสุด

โดยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 57% อยู่ในครอบครัวที่เรียกว่า “กลุ่ม 40% ล่างสุด” (ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำสุดถึง 40% ของประชากรทั้งหมด)

ไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กเหล่านี้บางคนอาจมีศักยภาพสูงมากและสามารถเป็นกำลังหลักในการดูแลครอบครัวได้ และยังมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างมากอีกด้วย

เมื่อเด็กเหล่านี้สูญเสียโอกาส สังคมก็สูญเสียเช่นกัน

เมื่อแรงงานมีจำนวนลดลง และมีคุณภาพต่ำลง บริษัทต่าง ๆ จำนวนมากจะหันมาใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์เพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป หากเป็นเช่นนั้น ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

อดัม ฟาร์สทรัป หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์สาขาสหรัฐฯ ของ Schroders กล่าวไว้ว่า

“การเปลี่ยนแปลงทางประชากรจะสร้าง ‘ผู้ชนะ’ และ ‘ผู้แพ้’ สร้าง ‘โอกาส’ และ อุปสรรค’ การรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้น ต้องใช้แนวคิดที่แตกต่างออกไป

“ธุรกิจที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และปรับตัวได้อย่างเท่าทัน จะก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ดีในโลกใบใหม่”

เรื่อง: ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า