การเป็นแม่ มักถูกมองในมุมการสูญเสีย ทั้งเสียเวลา เสียสมาธิ เสียงาน เสียโอกาส องค์กรส่วนใหญ่มองพนักงานหญิงที่มีลูกในมิติความขาดพร่อง
รายงาน The 2026 Maternal Strengths Report โดย Mothered Media แพลตฟอร์มวิจัยและสื่อสารเชิงนโยบายด้านความเป็นแม่ในสหรัฐอเมริกา สำรวจประเด็นร่วมของสังคมยุคใหม่จากคุณแม่มนุษย์งาน 354 คนในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา และอื่น ๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยการประเมินตนเองแบบย้อนหลัง เปรียบเทียบความสามารถ “ก่อน” และ “หลัง” เป็นแม่ ในทักษะการทำงานและภาวะผู้นำ 12 ด้าน พบว่าทุกทักษะที่วัด “เพิ่มขึ้นทั้งหมด”
และทักษะที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ทักษะเชิงบริหารจัดการ
ทักษะบริหารจัดการ พุ่งแรงที่สุด
การบริหารเวลา คือทักษะที่มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด จากคะแนนเฉลี่ย 1.96 ก่อนเป็นแม่ เพิ่มเป็น 4.40 หลังเป็นแม่ เท่ากับเพิ่มขึ้น 123% และผู้ตอบแบบสอบถาม 89% ให้คะแนนความมั่นใจของตนเองในระดับสูง (4 หรือ 5) เมื่อต้องบริหารจัดการภายใต้แรงกดดันด้านเวลาอย่างต่อเนื่อง
ตามมาด้วยทักษะการจัดสรรพลังงาน ที่เพิ่มขึ้น 100% (จาก 2.26 เป็น 4.53) สะท้อนว่าแม่จำนวนมากมีการตัดสินใจโดยมีการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจนมากขึ้น ว่าจะทุ่มเทเวลา ความสนใจ และพลังงานไปกับอะไร ตัวเลขนี้บอกให้รู้ว่า เมื่อทุกภารกิจแย่งกันสำคัญ การรับมือจึงต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่น ว่าอะไรสำคัญจริง ๆ ไม่ใช่แค่อะไรเร่งด่วน
ผู้เข้าร่วมวิจัยหลายคนอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือพวกเธอเข้าใจอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่าง “เรื่องสำคัญ” กับ “เรื่องเร่งด่วน”
การตัดสินใจภายใต้แรงกดดันเพิ่มขึ้นด้วย (+28%) โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ครบ ความต้องการหลายด้านประดังเข้ามาพร้อมกันในเวลาอันจำกัด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คนมีลูกคุ้นเคยกันดีในเวลาที่ต้องตัดสินใจตอนที่ลูกป่วยกลางดึกแต่งานยังคาในมือ
“การเจรจา” เรื่องธรรมดา ๆ ไม่ใช่ทักษะพิเศษ
ในหมวดการสื่อสารและภาวะผู้นำ ทักษะที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือการเจรจาต่อรอง (+83%)
รายงานอธิบายว่าความเป็นแม่ ทำให้ผู้หญิงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเจรจาต่อรองอยู่ตลอดเวลา ทั้งในบ้าน ในที่ทำงาน เรื่องกรอบเวลา ตารางงาน ความรับผิดชอบ และความคาดหวังของคนรอบข้าง เมื่อความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเจรจากลายเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนวันแล้ววันเล่า
ทักษะการสื่อสารโดยรวมเพิ่มขึ้น 60% โดยเฉพาะความมั่นใจในการเปิดบทสนทนาที่ยากลำบาก
การจัดการความขัดแย้งเพิ่มขึ้น 41% โดย 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกมั่นใจในการรับมือกับความตึงเครียดและสถานการณ์ที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ด้านการนำทีมเพิ่มขึ้น 34% และความสามารถในการสร้างความไว้วางใจเพิ่มขึ้น 20%
รายงานตั้งข้อสังเกตว่า ภาวะผู้นำที่เกิดขึ้นจากการเป็นแม่ ได้แก่ การปรับตัวได้สูง เน้นความสัมพันธ์ และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เชิงปฏิบัติมากกว่าการแสดงอำนาจแบบดั้งเดิม
ทักษะทางอารมณ์ เติบโตจริง แต่ยังเป็นรอง
ความเห็นอกเห็นใจในที่ทำงานเพิ่มขึ้น 27% (จาก 3.63 เป็น 4.61) และเกือบ 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามมั่นใจในความสามารถนี้หลังเป็นแม่
ความอึดถึกทางใจ (resilience) เพิ่มขึ้น 19% โดย 84% มั่นใจมากขึ้นว่าสามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังเผชิญอุปสรรค
รายงานย้ำว่า ทักษะทางอารมณ์ ซึ่งเรามักคิดกันว่าคนที่เป็นแม่จะอ่อนโยนและอดทนเพิ่มขึ้น ที่จริงแล้ว การพัฒนาที่มักถูกมองข้าม คือความสามารถเชิงบริหารระดับสูง ที่เทียบได้กับหลักสูตรพัฒนาผู้นำขององค์กรชั้นนำเลยทีเดียว
ช่องว่างที่องค์กรมองไม่เห็น
รายงานตั้งคำถามว่า ถ้าความเป็นแม่สัมพันธ์กับการเติบโตของทักษะผู้นำในระดับที่ชัดเจนขนาดนี้ เหตุใดแม่มนุษย์งานยังถูกองค์กรมองจากมุมของ “ข้อจำกัด”
นั่นเป็นเพราะระบบการประเมินของหลายองค์กร ที่ยังติดอยู่กับ “การปรากฏตัว” มากกว่าจะวัดกันที่ผลงาน ทำให้การขอความยืดหยุ่นในการทำงานถูกตีความว่าเป็นความมุ่งมั่นที่ลดลง การดูแลลูกถูกมองเชิงลบต่อศักยภาพทางอาชีพ ความสามารถในการปรับตัวที่บรรดาแม่มนุษย์งานสั่งสมและพัฒนาขึ้นทุกวัน ไม่ถูกนับรวมเป็นสมรรถนะการทำงาน
ทีมวิจัยเสนอว่า การกลับมาทำงานหลังคลอดควรเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้นำ ลดการพึ่งพาตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ แล้วหันมาวัดกันที่ผลลัพธ์เพิ่มขึ้น เช่น การสื่อสาร และความไว้วางใจ รวมถึงการฝึกอบรมผู้บริหารระดับกลาง/หัวหน้างานให้รู้เท่าทันอคติที่มีต่อความทะเยอทะยานและศักยภาพของพนักงานที่เป็นพ่อแม่
รายงานฉบับนี้ไม่ได้บอกว่าการเป็นแม่เป็นเรื่องง่าย และไม่ได้เรียกร้องให้แม่มนุษย์งานต้อง “ทำทุกอย่างให้ได้” แต่ชวนให้ทบทวนในสิ่งที่เราส่วนใหญ่เคยคิดว่าพอเป็นแม่แล้ว ประสิทธิภาพการทำงาน ความมุ่งมั่นตั้งใจในงานจะลดลง
รวมทั้งไม่ได้ชวนให้มองว่า “แม่มนุษย์งานเก่งแค่ไหน” แต่ชี้ให้องค์กรเห็นแง่มุมที่ต่างออกไป และปรับระบบเพื่อรองรับสมรรถนะใหม่เพื่อให้ได้งานเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม